อิสลาโมโฟเบีย : โรคเกลียดกลัวอิสลามกับการเยียวยา อิสลามกับมายาคติเรื่องก่อการร้าย ตอนที่ 4

อิสลาโมโฟเบีย : โรคเกลียดกลัวอิสลามกับการเยียวยา
อิสลามกับมายาคติเรื่องก่อการร้าย ตอนที่ 4
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วทส.
อิสลามกับมายาคติเรื่องก่อการร้าย
การสร้างความเกลียดชังและการสร้างความน่ากลัวหนึ่งต่อศาสนาอิสลาม คือการโฆษนาชวนเชื่อว่าศาสนาอิสลามได้สนับสนุนการก่อการร้าย นิยมการก่อการร้ายหรือสนับสนุนการต่อสู้ในรูปแบบของการการก่อการร้าย ซึ่งเราได้เห็นว่าโลกตะวันตกเป็นผู้กำหนดและให้นิยามของคำว่าก่อการร้ายและพยายามที่ตีกรอบถึงลักษณะของการก่อการร้ายหรือขบวนการก่อการร้ายนั้นเป็นลัทธิหนึ่งของศาสนาอิสลามไปเสียแล้ว
วันนี้เราคงจะได้ติดตามข่าวของการกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน โดยได้ถูกประกาศโดยรัฐมนตรีต่งประเทศของรัฐบาลเยอรมันว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย จนทำให้โลกหันกลับมาสนใจในเรื่องก่อการร้ายอีกครั้งและจ้องไปยังกลุ่มฮิซบุลลอฮ์และเริ่มจะพูดถึงกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในทางลบมาขึ้น เพราะบาดแผลอันใหญ่หลวงที่กลุ่มไอเอสได้สร้างความเสียหายต่อประชาคมโลกและถูกตีตราว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายในโลกอิสลามจนทำให้เกิดมายาคติว่าอิสลามเป็นลัทธิก่อการร้ายนั้นยังอยู่ในความทรงจำของชาวโลกจนกระทั้งได้เกิดกระแสโรคเกลียดกลัวอิสลามไปทั่วทุกหย่อมหญ้าเลยทีเดียว
ฮิซบุลลอฮ์เป็นองค์กรของชาวมุสลิมชีอะฮ์ในเลบานอนภาคใต้ ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะที่เป็นองค์กรช่วยเหลือสังคม กิจกรรมของกลุ่มมีทั้งการทำสื่อ การช่วยเหลือด้านการศึกษา การบริการสาธารณะสุข การวิจัย ฯลฯ ซึ่งบทบาทด้านการช่วยเหลือสังคมดังกล่าว ถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญมากที่สุดขององค์กร นับตั้งแต่สงครามกลางเมืองในเลบานอนยุติลงในเลบานอน นอกจากนั้น กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ยังเข้าไปเล่นการเมืองในระดับชาติด้วย และปัจจุบันได้มีสมาชิกรัฐสภา ดำรงตำแหน่งผู้เทนฯในสภาอยู่จำนวนไม่น้อย ทว่า คนส่วนใหญ่ทั่วโลกยังรับข่าวของสื่อตะวันตกและการโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐฯว่ารกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในฐานะที่เป็นกลุ่มขบวนการติดอาวุธที่ใช้ความรุนแรงเพียงด้านเดียวหรือสร้างภาพให้น่ากลัวต่อกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ว่าเป็นกลุ่มนิยมความรุนแรงไม่แตกต่างอะไรกับกลุ่มไอเอสอะไรทำนองนั้น หรือบางคนถึงกับประณามฮิซบุลลอฮ์ว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายด้วยซ้ำไป และล่าสุดไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ทางรัฐบาลเยอรมันได้ประกาศให้กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ อยู่ในกลุ่มบัญชีดำกลุ่มก่อการร้าย เพราะเป็นกลุ่มที่ได้สร้างความเสียหายให้แก่สหรัฐฯ และอิสราเอลมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมัน ไฮกุมอสส์(Haiku Moss)ในแถลงการณ์ครั้งแรกของเขา เกี่ยวกับการกระทำของเบอร์ลินต่อฮิซบุลเลาะห์เลบานอน โดยได้กล่าวโทษฮิซบุลเลาะห์ว่า ไม่ยอมรับการมีอยู่(การมีตัวตน)ของระบอบอิสราเอล
ไฮกุมอสส์ (Haiku Moss) รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมันได้ออกมาปกป้องการกระทำของเบอร์ลิน ในการประกาศให้ฮิซบุลเลาะห์เป็น “กลุ่มก่อการร้าย” ว่า กลุ่มฮิซบุลเลาะห์ปฏิเสธการมีอยู่ของระบอบอิสราเอล
เขาเขียนในทวิตเตอร์ว่า : “ฮิซบุลเลาะห์ปฏิเสธในการยอมรับสิทธิของอิสราเอลและปฏิเสธการมีตัวตนของระบอบยิวไซออนิสต์ เป็นภัยคุกคามและการก่อการร้ายและยังเดินหน้าขยายคลังแสงขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง “
รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมันยังกล่าวถึงความจำเป็นในการ “บังคับใช้กฎหมาย” เพื่อตอบโต้การกระทำของฮิซบุลเลาะห์ในประเทศยุโรป ซึ่งเขากล่าวว่าเป็น “ผู้ก่อการร้ายและอาชญากร”
ก่อนหน้านี้กระทรวงมหาดไทยของเยอรมนีกล่าวว่าได้สั่งห้ามฮิซบุลเลาะห์จัดกิจกรรมใดๆบนดินในยุโรปและอธิบายว่าเป็น “องค์กรก่อการร้าย”
ทางตำรวจเยอรมันรายงานว่ามีการดำเนินการจับกุมสมาชิกของฮิซบุลเลาะห์ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของเยอรมันอ้างว่ามีสมาชิกฮิซบุลเลาะห์ประมาณ 1,500 คนกำลังปฏิบัติงานอยู่ดินแดนของเยอรมัน(เหตุใดเยอรมัน ประกาศให้ ฮิซบุลเลาะห์ เลบานอนเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายโดย อิบรอฮีม อาแว -1 พฤษภาคม 2020www.abnewstoday.com)
โลกได้ถูกท้าทายด้วยความรุนแรงและการสำแดงออกในการปะทะและการเผชิญหน้าอีกครั้ง ด้วยการแสดงออกในเชิญสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างกลุ่มมุสลิมที่นิยมความรุนแรงกับชาติมหาอำนาจ นับแต่ต้นทศวรรษที่1990 ต่อมาถูกผนวกกับความรุนแรงในนามของ”การก่อการร้าย”และการปราบปรามการก่อการร้าย ที่อ้างตนเองว่าเป็น”ผู้ก่อการดี” เพื่อจะพิทักษ์โลกและจัดระเบียบโลกใหม่ด้วยการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามกลุ่มที่ถูกเรียกว่า ผู้ก่อการร้าย และนั่นเป็นการเริ่มต้นของการกำเนิดกลุ่มนิยมความรุนแรงและความสุดโต่งในการต่อสู้กับชาติมหาอำนาจ
การปรากฏของกลุ่มนิยมความรุนแรง อาจจะเกิดจากความขัดแย้งทางความเชื่อ เป็นการตีความในตัวบทคัมภีร์ที่เข้าใจแตกต่างกัน รวมไปถึงการคลั่งในชาติพันธุ์ ลัทธิชาตินิยม หรือชาติพันธุ์นิยม หรือการนิยมความรุนแรงเกิดจากการจินตภาพทางด้านความเชื่อที่มองในด้านเดียว มีอคติต่อกันและกัน
นักมานุษยวิทยา ดั่งเช่นท่าน อรชุน อัปปาดูรัย(ArjunAppadurai) ได้กล่าวว่า ความรุนแรงยุคหลังสงครามเย็นเป็นความรุนแรงภายในอารยธรรม ที่มีหลายแง่มุมและหลายรูปแบบ เขากล่าวอีกว่า โลกปัจจุบันคือโลกแห่งการปะทะ แต่มิใช่การปะทะทางอารยธรรม หากแต่เป็นการปะทะของระบอบโลก
อัปปาดูรัยกล่าวว่า สงครามที่จะเกิดขึ้น เป็นภาวะของการปะทะ ดังนั้นสงครามจะเป็นสงครามเพื่อสร้างศัตรู และเพื่อค้นหา กำหนดศัตรู ซึ่งมิได้จำกัดอยู่เฉพาะสงครามที่กระทำโดยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรเท่านั้น แต่รวมไปถึงการฆ่าและการสังหารหมู่ในเชิงสัญลักษณ์ที่ถือว่าเป็นศัตรูทางความเชื่อหรือทางชาติพันธุ์ เป็นการใช้ความรุนแรงในการสังหารหรือการฆ่า ที่เป็นตรรกะการชำแหละร่าง การฆ่าตัดคอ เป็นการฆ่าอย่างเถื่อนโหดเพื่อทำลายศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์
การปรากฏของกลุ่มนิยมความรุนแรง อาจจะเกิดจากความขัดแย้งทางความเชื่อ เป็นการตีความในตัวบทคัมภีร์ที่เข้าใจแตกต่างกัน รวมไปถึงการคลั่งในชาติพันธุ์ ลัทธิชาตินิยม หรือชาติพันธุ์นิยม หรือการนิยมความรุนแรงเกิดจากการจินตภาพทางด้านความเชื่อที่มองในด้านเดียว มีอคติต่อกันและกัน
ขอกล่าวถึงกลุ่มไอเอสเป็นการเริ่มต้นในเรื่องของกลุ่มก่อการร้ายสักนิด เพราะได้ความสนอกสนใจอย่างมากทีเดียวก่อนหน้านี้ นั่นคือการปรากฏของกลุ่มนักรบไอเอส(IS)หรือที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มจัดตั้งรัฐอิสลาม(Islamic State)โดยการนำของ อบูบาการ์ แบกแดดีย์(Abu Bakr al-Baghdadi) เพื่อเรียกร้องรัฐคอลีฟะฮ์ รัฐอิสลามในอดีตที่เคยสร้างความรุ่งเรืองแก่ประชาคมมุสลิมมาอย่างน่าภาคภูมิ แต่ทว่าทางกลับกันของข่าวความรุนแรงและความสุดโต่งของขบวนการกลุ่มไอเอส โดยการนำเสนอข่าวการเข่นฆ่าสังหารหมู่ชนกลุ่มน้อยมุสลิม ชาวคริสต์ ชาวเคิร์ด ชาวชีอะฮ์ และชนเผ่าอื่นๆ อย่างโหดร้ายทารุณ ในบางเหตุการณ์ สื่อตะวันตกประโคมข่าวว่า กลุ่มไอเอส ได้ฆ่าตัดศรีษะนักข่าวชาวตะวันตกบ้าง ซึ่งเป็นภาพที่โหดเหี้ยมอย่างไร้ความปราณี จนทำให้ชาวโลกจดจำไม่เคยลืมกับการก่อความเสียหายของกลุ่มไอเอสนี้ อีกทั้งยังได้นำเสนออิสลามในแบบสุดโต่ง เพื่อเป้าหมายอะไรบางอย่างที่ซ่อนไว้ จนกระทั้งความจริงเหล่านั้นได้ถูกเปิดเผย หลังจากที่กลุ่มไปเอสได้อ่อนตัวลงในปี2019 จนทำให้อบูบาการ์ แบกแดดี ที่อ้างตนว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มไปเอสนั้นถูกสังหารโดยสหรัฐฯ
นาย “ชาเอล เบนเอฟราอิม” (Shaiel Ben-Ephraim) นักวิเคราะห์ชาวอิสราเอล ของเว็บไซต์ “International Policy Digest” ได้ชี้ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้าย “ดาอิช” (ISIS) ในตะวันออกกลาง โดยเขียนว่า “กลุ่มนี้เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการควบคุมอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคนี้ และถือว่าเป็นกลยุทธ์ของสหรัฐอเมริกาในการควบคุมดินแดนตะวันออกกลาง” และเขาถือว่ากลุ่มก่อการร้ายนี้ เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับการบรรลุผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในดินแดนตะวันออกกลาง
ในยุคสมัยปัจจุบัน การนำเสนอ ประเด็นเรื่องอิสลามกับความรุนแรง เป็นเทคนิคในการปูพื้นฐาน เพื่อสร้างแนวรบทางความคิดในเรื่อง Islamophobia ข้อแนะนำ จาก อายาตุลลอฮ์ ซัยยิดออาลี คาเมเนอีย์ ผู้นำสูงสุดอิหร่านในการเข้าถึงอิสลามคือ “จะต้องศึกษาอิสลามผ่านอิสลาม”เพราะการรู้จักอิสลามผ่านสื่อ จะทำให้ประชาชน ไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนานี้ได้อย่างแท้จริง กี่ครั้งกี่หนมาแล้ว ที่ผู้คนถูกทำให้เข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับศาสนาอิสลามเพราะสื่อตะวันตก ดังนั้นการศึกษาอิสลามผ่านอิสลามในยุคสมัยปัจจุบัน จึงจะเป็นสิ่งที่ทำให้ นักศึกษาเข้าใกล้ความจริงเกี่ยวกับอิสลามมากที่สุด(www.abnewstoday.com)
ในยุคสมัยปัจจุบัน ความหลากหลาย และประเภทต่างๆของมุสลิม ทำให้ในบางครั้ง พี่น้องต่างศาสนิก ด่วนตัดสินว่า การกระทำของกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่า เป็นมุสลิม คือหลักคำสอนของอิสลาม ข้อแนะนำสำหรับข้อนี้ สำหรับพี่น้องชาวไทยพุทธ และคริสต์ และศาสนิกชนศาสนาอื่นๆคือ การจะรู้จักกลุ่มที่ทำการเคลื่อนไหวในนามอิสลาม ว่าใช่ของแท้หรือของปลอม จะต้องติดตาม ความคิดเห็นของผู้นำโลกอิสลาม หรือสถาบันทางความรู้อันเป็นมาตรฐานของโลกอิสลามเสีย เราจึงจะเข้าใจ กลุ่มที่ออกมาก่อกวน และสร้างความหวาดกลัวต่อสังคม คือ ใคร ?( www.abnewstoday.com)
กลุ่มผู้สวมหน้ากากอิสลาม ในยุคนี้ ไม่ได้เจาะจงในการฆ่าสังหาร ชาวต่างศาสนิกเพียงอย่างเดียว พวกเขายังสังหารมุสลิมจำนวนมาก ปัจจุบัน น่าเศร้าใจที่มีผู้คนบางกลุ่ม ยังดึงดันที่จะสนับสนุน กลุ่มผู้กดขี่เหล่านี้ โดยไม่สนใจว่า ผู้รู้ นักวิชาการศาสนา และผู้นำของพวกเขา มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการกระทำของกลุ่มนี้
เหตุผลที่พวกเขายังคงสนับสนุน และสบถด่าทอผู้ที่ไม่ยอมรับ ISIS ไม่ใช่เพราะพวกเขามีหลักฐานใดๆที่สามารถพิสูจน์ถึงความชอบธรรมของ ISIS และพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้รู้ที่ศึกษาศาสนาอิสลาม ทว่า เพราะ ความเขลา และความดื้อด้านของพวกเขา การไม่มีผู้นำ และการไม่เคยศึกษาการเมืองอิสลามมาตั้งแต่เริ่มแรก ทำให้คนเหล่านี้ ด่วนตัดสินใจ เชิดชูอุดมการณ์เปื้อนเลือดของ ISIS โดยที่พวกเขาเอง ก็ยังไม่แน่ใจว่า กลุ่มนี้ จะดำรงแนวทางตามคำสอนอิสลามหรือไม่ เพียงแต่เห็นว่า ชูธงชื่อพระเจ้า ชื่อศาสดา ก็ยอมรับ โดยไม่สืบหาเบื้องหลังว่า ใครคือผู้สร้างองค์กร? ใครคือผู้สนับสนุน นโยบายหลักขององค์คืออะไร มีอะไรบ้าง ? เพียงคำถามเบื้องต้นเกี่ยวกับ ISIS พวกเขาก็ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ แต่ก็ยังดึงดันที่จะปกป้องคนกลุ่มนี้(www.abnewstoday.com)
ศาสนาอิสลามโดยการเป็นประจักษ์พยานตามบริบทของของยุคสมัยจากสมัยเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งยืนยันโดยประวัติศาสตร์ของอิสลามว่า ศาสดามุฮัมมัด(ศ)ได้กำชับและบอกแก่สาวกของท่านให้อยู่ร่วมกับบรรดาศาสนิกอื่นๆในนครมะดีนะฮ์อย่างสันติ และประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าหลังจากที่ศาสดามุฮัมมัดได้อพยพสู่นครมะดีนะฮ์ และได้จัดตั้งรัฐอิสลามขึ้น บรรดามุสลิมในสมัยนั้นได้เริ่มรู้จักบรรดาศาสนิกของศาสนาอื่นๆโดยใช้ชีวิตตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอยู่ร่วมกัน และมีความสัมพันธ์ต่อกันทางด้านวัฒนธรรม มีการแปลตำราทางด้านศาสนาจากภาษาอื่นๆและมีการปฎิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมตลอดทั้งทางด้านวิชาการด้านอื่นๆและคัมภีร์อัลกุรอานได้อ้างไว้อย่างชัดเจนในความสัมพันธ์ที่ทำให้นึกถึงบรรดาผู้ศรัทธาในศาสดาก่อนศาสดามุฮัมมัด อย่างเช่นชาวยิวที่มีศรัทธาต่อศาสดาฮิบรอฮีม และศาสดามูซา ชาวคริสต์ที่ได้ศรัทธาต่อพระเยซู ศาสดาอีซา ชาวโซโรอัสเตอร์







