Good Night Malaysian Three Seven Zero

Good Night Malaysian Three Seven Zero
“ราตรีสวัสดิ์ มาเลเซีย 370” เป็นถ้อยคำหกคำสุดท้ายได้ถููกส่งผ่านห้องนักบินของสายการบินมาเลเซีย 370 ก่อนที่มันได้หายไป ถ้อยคำเหล่านี้ ถูกพูดโดยกัปตันซาฮารี อาหมัด ชาฮ์ มาตราฐานออกจากระบบระหว่างการควบคุมจราจรทางอากาศและนักบิน เมื่อเครื่องบินได้เข้าไปสู่น่านฟ้าเวียตนามมันเป็นการสื่อสารครั้งสุดท้ายได้รับจากเที่ยวบิน การค้นหายิ่งใหญ่ที่สุดและแพงที่สุดภายในประวัติของเที่ยวบินได้สิ้นสุดลง ไม่มีใครจากบุคคล 239 คนบนเครื่องบินได้ถูกพบ
เครื่องบืนผู้โดยสารที่หายไปด้วยบุคคล 239 คนบนเครื่องบิน ได้กลาย
ความลับยิ่งใหญ่ที่สุดของการบิน ภายหลังที่มันได้บินออกนอกเส้นทาง
ระหว่างเที่ยวบินจากกัวลาลัมเปอร์ไปปักกิ่งเมื่อ 8 มีนาคม 2014 การค้น
หานานาชาติยิ่งใหญ่ที่สุดและเเพงที่สุดภายในประวัติศาสตร์การบินด้วยเรือและเครื่องบินร่วมกันจากอเมริกา อินเดีย ออสเตรเลีย และจีน เกือบจะสามปี ครอบครัวของผู้โดยสารที่สูญหาย ได้ถูกผลักดันให้ยืึดกับทฤษฎีสมคบคิดที่ไม่ได้พิสูจน์
MH 370 จะเเปลกท่ามกลางความหายนะทางอากาศภายในแง่ที่ว่าการ
สูญเสียไม่ได้เป็นบาดแผลที่สะอาด แต่เป็นลำดับอย่างต่อเนื่องของความเจ็บปวด การตกตะลึงและความสิ้นหวัง เจนนิเฟอร์ ชอง ชาวออสเตรเลีย ได้สูญเสียสามีของเธอ เรายังคงไม่มีคำตอบอะไรที่ได้เกิดขึ้นกับชองลิง และเขาอยู่ที่ไหนในขณะนี้ เขาตื่นหรือยัง เขาเจ็บปวดหรือไม่ ลูกของฉัน
ต้องการรู้พ่อของพวกเขาไม่ได้กลับจากงานหรือ ญาตืพี่น้องของเหยื่อได้
อดทน 11 ปีของการไม่รู้โชคชะตาของบุคคลที่รักของพวกเขา
ด้วยไม่มีเมย์เดย์ ไม่รู้เส้นทางบิน และไม่มีซากเครื่องบิน MH 370 ยังคง
เป็ยความลึกลับอย่างมากของการบินสมัยใหม่ ผู้ตรวจสอบอุบัติเหตุสิบ
เก้าคน ได้สรุปภายในรายงานทางการของโศกนาฎกรรม ทีมไม่สามารถ
ระบุสาเหตุที่แท้จริงต่อการหายไปของ MH 370 ได้สองในสามของผู้โดย
สารเป็นชาวจีน ผู้โดยสารอื่นมาจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลียและที่อื่น ญาติของผู้โดยสารที่หายไปกับเที่ยวบินได้เรียกร้องคำถามอย่างต่อเนื่องจากผู้มีอำนาจมาเลเซีย
สมาชิกครอบครัวของผู้โดยสารชาวจีนประมาณ 200 กว่าคนได้รวมตัวกันภายในปักกิ่งข้างหน้าสถานฑูตมาเลเซียตอนครบรอบปีที่ 11 ของการหายไปของเที่ยวบิน ใส่ที-เชิรติอ่านว่า สวดภาวนาแก่ MH 370 และได้ถือป้ายอ่านว่า บอกตวามจริงแก่พวกเรา และ MH 370 อย่าให้พวกเรารอนาน
จนเกินไป ผู้เข้าร่วมได้ร้องตะโกนว่าให้เรากลับคืนมาบุคคลที่รักของเรา ผู้เข้าร่วมบางคนถือป้าย และ ถามว่าเมื่อไร 11 ปีของการรอคอย และความทรมานใจจะสิ้นสุดลง

เจฟฟ์ ไวส์ เป็น นักข่าวที่ได้ทุ่มเทอย่างมากต่อการตรวจสอบความลึกลับ
ของ MH 370 เขาได้ตรวจสอบอย่างกว้างขวาง การหายไปของเที่ยวบิน
มาเลเซีย MH 370. เขาได้ถูกรู้จักกันดีต่อพอดเคสท์ของเขา “Finding MH 370” เขาได้พัฒนาหลายทฤษฎีสมคบคิด เเละนำเสนอมันภายในบทความ
และสื่ออื่น
การหายไปของ MH 370 เมื่อเวลาผ่านไปเรามีแต่ทฤษฎีเท่านั้น เครื่องบิน 140 ตัน และผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 239 คนยังคงหายไปอยู่
และการค้นหาได้ดำเนินการทั่ว 17000 กิโลเมตรของมหาสมุทร ลึกถึง
5 กิโลเมตร ภายในการเปรียบเทียบ เรารู้ภายใน 20 กิโลเมตรตรงที่เรือ
ไททานิค 50000 จมภายใน ค.ศ 1912 และเเม้ว่าตอนนั้นมันใช้ 73 ปีที่
จะพบมัน
โชคไม่ดีเลย เราไม่มี “ปืนที่มีควัน” พิสูจนฺได้ว่ากัปตัน ชาฮ์ ผิด หลักฐานส่วนใหญ่ชี้ไปที่ฆ่าตัวตายหมู่ โดยกัปตันชาฮ์ นั่นเป็นตรงที่ภาพยนตร์สารคดีเนตฟลิกซ์เข้ามา “MH 370 : The Plane That Disappeared” ได้เสนอแนะสามทฤษฎีสมคบคิดอธิบายว่าอะไรได้เกิดขึ้น นักบิน การจี้เครื่องบิน และการสกัดกั้น โบอิ้ง 777 บินจากกัวลา ลัมเปอร์ ไปปักกิ่ง ตามที่เรารู้กัน
เที่ยวบินไม่ได้ไปสู่จุดหมายปลายทางของมันเลย เที่ยวบินได้สูญเสียการติดต่อเรดาร์ทั้งหมดเพียงแค่หนึ่งนาทีครึ่งภายหลังการบินขึ้น และหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เนตฟลิกซ์สร้างสารคดีเรื่องนี้ที่จะให้มุมมองแตกต่างกันเกี่ยวกับความลึก
ลับของการหายไปของเืี่ยวบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ MH 370 รวมทั้งเรื่องราวที่เป็นทางการและทฤษฎีสมคบคิดทางเลือก ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ได้มุ่งหมายที่จะรักษาเรื่องราวให้มีชีวิตอบู่ และการให้แพลตฟอร์มต่อบุคคลที่ต้องการตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องการอธิบายอย่างเป็นทางการโดยเฉพาะครอบครัวของผู้โดยสาร มันได้สำรวจคำถามที่ไม่มีคำตอบ

และเเสดงการค้นหาคำตอบอย่างต่อเนื่องแม้แต่ภายหลังการตรวจสอบที่เป็นทางการได้หยุดลงเเล้ว
เมื่อ 8 มีนาคม 2014 เที่ยวบิน MH 370 ได้บินจากกัวลาลัมเปอร์ มุ่งหน้าไปปักกิ่ง ด้วยผู้โดยสาร 227 คนและลูกเรือ 12 คนบนเครื่องบิน ไม่ถึงครึ่ง
ชั่วโมงต่อมา เที่ยวบินได้สูญเสียการติดต่อกับภาคพื้นดิน ทั้งหมดโดยไม่มี
ร่องรอย เมื่อเที่ยวบินได้มุ่งหน้าไปเหนือทะเลจีนใต้ สิ่งสุดท้ายที่ได้ยินจาก
เที่ยวบินคือกัปตันได้กล่าวว่า ราตรีสวัสดิ์ มาเลเชีย 370. เมื่อเครื่องบินได้ออกไปจากน่านฟ้ามาเลเซีย เข้าไปสู่น่านฟ้าเวียตนาม
เที่ยวบินไม่เคยได้รับการติดต่อ จากการควบคุมจราจรทางอากาศเวียต
นามเลย มันเพียงแค่หายไปจากเรดาห์ โดยไม่มีการร้องขอเมด์เดย์ ความลึกลับที่งงงันบุคคลทุกคน เครื่องบินตก หรือเครื่องบินถูกจี้ หรือเครื่องบินถูกยิง
ภาพยนตร์สารคดีเนตฟลิกซ์ MH 370 : The Plane That Disappeared
ได้สำรวจทฤษฎีสมคบคิดที่หลากหลาย เกี่ยวกับการหายไปของเที่ยวบิน MH 370 ของมาเลเชีย เเอร์ไลน์ตรงกับการครบรอบปีที่ 9 ของการหายไปของ MH 370 เนตฟลิกซ์ ได้เปิดตัวภาพยนตร์สารคดีสามตอนที่นิยมแพร่หลายสูงมาก ที่จริงแล้วมันได้กลายเป็นนิยมแพร่หลาย จนเป็นรายการทีวีชมมากที่สุดบนสตรีมมิ่ง แต่มันได้เผชิญกับข้อวิจารณ์ที่เข้มแข็งบางอย่างจากอุตสาหกรรมการบินต่อการให้เวลาออกอากาศแก่ทฤษฎีไม่น่าเป็นไปได้
ภาพยนตร์สารคดีมีสามตอน แต่ละตอนสำรวจคำตอบความเป็นไปได้ที่
แตกต่างกันต่อความลึกลับของอะไรได้เกิดขึ้นกับเครื่องบิน มันพิจารณามุมมองและทฤษฎีสมคบคิดที่แตกต่างกันที่ล้อมรอบการหายไปของเที่ยวบิน รวมทั้งความเป็นไปได้ การฆ่าตัวตายของนักบิน การจี้เครื่องบิน หรือการแทรกแซงของทหาร
“ราตรีสวัสดิ์ มาเลียเซีย 370” กัปตันชาฮ์ บอกผู้ควบคุมการจราจรทางอากาศ เมื่อพวกเขาพร้อมแล้วที่จะสับเปลี่ยน การสื่อสารไปยังเวียตนาม
คำพูดสุดท้ายที่เคยได้ยินจากบุคคล 239 คน บนเที่ยวบิน MH 370 ที่หายไปอย่างลึกลับจากการติดต่อทางเรดาร์ทั้งหมด เที่ยวบิน ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยจนถึงวันนี้ อะไรได้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงภายในอากาศยังคงเป็นความลึกลับยิ่งใหญ่ที่สุด ภายในประวัติศาสตร์การบิน ภาพยนตร์สารคดี ได้พิจารณาหลายทฤษฎีสมคบคิดอะไรได้เกิดขึ้นคืนนั้น
ภาพยนตร์สารคดีเนตฟลิกซ์ได้นำเสนอสามทฤษฎี ที่ขัดเเย้งกันเกี่ยวกับอะไรเกิดขึ้นกับเครื่องบิน การให้เรื่องราวละเอียดของการค้นหา และการตรวจสอบ และการพิจารณาการคาดเดาที่หลากหลายเกี่ยวกับสาเหตุของการหายไปของเครื่องบิน รวมทั้งความเป็นไปได้ของนักบินฆ่าตัวตาย การจี้เครื่องบิน หรือแม้แต่สินค้าที่น่าสงสัย
ภาพยนตร์สารคดีสามตอน กำกับโดย หลุยส์ มาลคินสัน นำเสนอทฤษฎีที่แตกต่างกัน และหลักฐานล้อมรอบการหายไปของเที่ยวบินการมุ่งที่การสัมภาษณ์และมุมมองของสมาชิกของครอบครัว ผู้สื่อช่าว ผู้ตรวจสอบและ นักวิทยาศาสตร์ ยังคงเเสวงหาคำตอบอยู่ การขุดคุ้ยลงไปสู่คำถามที่ไม่มีคำตอบ การแสดงความเจ็บปวดเเละความความอดทนของครอบครัวที่ได้
สูญเสียบุคคลที่รัก
ภาพยนตร์สารคดีเริ่มต้นด้วยการสร้างบริบท การหายไปของเครื่องบิน
รวมทั้งเส้นทางของเที่ยวบิน MH 370 บุคคลที่อยู่บนเครื่องบิน และความพยายามค้นหาเริ่มแรกการรวมศูนย์อยู่ที่การหายไปของ MH 370 ไปจากเรดาห์ไม่นานภายหลังบินขึ้นจากสนามบิน ระหว่างประเทศกัวลาลัมเปอร์
บนเส้นทางของมันไปสู่ปักกิ่ง ภาพยนตร์สารคดีได้พิจารณาทฤษฎีสมคบเกี่ยวกับการหายไปของเที่ยวบิน 370 ของสายการบินมาเลเซีย การเสนอขอบเขตของความเป็นไปได้เลยพ้นไป จากการสรุปการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ
มันมุ่งหมายที่จะเข้าใจทำไมเครื่องบินหายไปจากเรดาร์ด้วยบุคคล 239
คนบนเครื่องบิน และได่สำรวจการแสวงหาคำตอบอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพิจารณาสถานการณ์ รวมทั้งนักบินกระทำอย่างเจตนาของการฆ่าต้วตาย การจี้เครื่องบินโดยสายลับรัสเซีย และเเม้แต่การสกัดกั้นทางทหารของ
ของอเมริกา ทั้งหมดสนับสนุนโดยหลักฐาน และมุมองที่แตกต่างกัน และ
ได้ถูกแบ่งเป็นสามทฤษฎีที่สำคัญเกี่ยวกับโชคชะตาของเครื่องบิน
แฮร์รี่ ฮิวแลนด์ ผู้สร้่างของภาพยนตร์สารคดีเนตฟลิกซ กล่าวว่ามากกว่าสิ่งอื่นใด เราต้องการดึงความจริงที่ซ่อนเร้นเกี่ยวกับ MH 370 ออกมาจากพรมข้างใต้ที่มันได้ถูกกวาด และเตือนใจบุคคลว่ามันยังคงเป็นเรื่องราวยังไม่จบ ความลึกลับไม่ได้ถูกหาคำตอบ บุคคลบางคนข้างนอก รู้มากกว่าที่โลกได้ถูกบอก

ภาพยนตร์สารคดีเนตฟลิกซ์ “MH 370 : The Plane That Disappeared”
ได้สำรวจสามทฤษฎีสมคบคิดที่สำคัญเกี่ยวกับการหายไปของเที่ยวบินคือ
นักบินฆ่าตัวตาย การจี้เครื่องบิน และการสกัดกั้น ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้
ได้ถูกนำเสนอการอธิบายที่เป็นไปได้ ต่อการเบี่ยงเบนของเครื่องบินจาก
เส้นทางเที่ยวบินที่มุ่งหมายไว้และการหายไปตามมา ภาพยนตร์สารคดี
ได้สำรวจผลกระทบของความลึกลับ ต่อครอบครัวของผู้โดยสารและลูก
เรือ การเเสดงการค้นหาอย่างต่อเนื่องมันของพวกเขาเพื่อคำตอบและการ
ปกปิด การสัมผัสความท้าทายทางการเมือง และการขนส่งของการตรวจสอบอย่างเป็นทางการและความพยายามค้นหา ในที่สุดล้มเหลวที่จะแม้แต่พบซากเครื่องบิน
*นักบิน
ทฤษฎีนี้มุ่งที่ความเป็นไปได้ของนักบิน กัปตันซาฮารีย์ อาหมัด ชาฮ์ อาจ
จะเจตนาเปลี่ยนเส้นทางบิน เป็นไปได้ของฆ่าตัวตวยหมู่ ตอนนี้ได้เปิดตัวด้วย เจฟฟ์ ไวส์ นักข่าวการบิน ด้วยคำพูดของเขาเอง ตามกรณีอย่างหมก
มุ่น ตลอดเก้าปีที่ผ่านมา เจฟฟ์ ไวส์เป็นส่วนที่สำคัญของสองตอนแรกที่ได้ อธิบายสองทฤษฎีแรกเสนอเเนะว่ากัปชาฮ์ถูกเชื่อว่าเจตนาทำให้เครื่องบินตก เขาได้บินเครื่องบินนอกเส้นทาง แทนการมุ่งหน้าไปทางเหนือสู่ปักกิ่ง นักบินได้หมุนกลับและมุ่งหน้าไปทางใต้ ถ่ายออกซิเจนจากเครื่องบินโดยลดความดันอากาศลงที่ห้องผู้โดยสารและห้องนักบิน ก่อนที่ในที่สุดเครื่องบินหมดน้ำมัน และทำให้เครื่องบินตกลงไปสู่มหาสมุทรอินเดีย

เจฟฟ์ ไวส์ กล่าวว่า บางทีเขาพูดกับนักบินร่วม เฮ้ เพื่อนทำไมคุณไม่กลับ
ไป และนำบางสิ่งบางอย่างมาให้ผมภายหลังจากนั้นนักบินได้ปิดประตูและ
ปิดอีเล็คโทรนิคทุกอย่าง ทำให้เครื่องบินหายไปจากเรดาห์ และนำเครื่องบินกลับไปสู่แหลมมาเลเซีย ณ เวลานี้ กัปตัน ชาฮ์ ยังคงอยู่โดยตัวเขาเอง และนักบินร่วมของเขายังคงถูกปิดห้องนักบินอยู่ กัปตัน ชาฮ์ ได้เริ่มต้นลดความดันอากาศห้องผู้โดยสารลง ทำให้หน้ากากอ็อกซิเจนฉุกเฉินตกลงมาภายในห้องผู้โดยสาร ผู้โดยสารไม่รู้ว่าหน้ากากของพวกเขาใช้การไม่ได้เมื่อเครื่องทำอ็อกซิเจนของเครื่องบินทำงานได้ประมาณ 15 นาทีเท่านั้น
แต่กระนั้นกัปตันชาฮ์ ใส่หน้ากากอ็อกซิเจนที่อยู่ได้นานกว่า ทำให้เขาบิน
เครื่องบินต่อไปได้จนน้ำมันของเขาหมด
เขาได้เลี้ยวกลับเครื่องบินไปทางใต้ และเขาได้บนตรงไปที่ความมืด รอให้น้ำมันของเขาหมดลง ภายหลังหกชั่วโมงของเที่ยวบิน เครื่องยนตร์ได้หยุดทำงาน เขาได้บินปักหัวลง เเละเขาได้เริ่มต้นไถลลงไปสูดำน้ำ

การสำรวจความเป็นไปได้ของการฆ่าตัวตาย และการพิจารณาชีวิตส่วนบุคคลและประวัติการทำงานของกัปตันชาฮ์ แล้ว เขาอาจจะมีปัญหาทางสุขภาพจิต หรือความต้องการหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องต่ออาชญากรรมก่อนหน้านี้ การนำเสนอหลักฐานเสนอแนะว่ากัปตันชาฮ์ มีอดีตที่ยุ่งยาก รวมทั้งการยุ่งเกี่ยวที่เป็นไปได้ภายในอาชญากรรมก่อนหน้านี้และประวัติิของโรคความซึมเศร้า กัปตันชาฮ์ได้แสดงพฤติกรรมที่ประหลาดก่อนเที่ยวบิน เขาได้ถูกรายงานว่าวุ่นวายใจ ภรรยาและลูกสามคนของเขา ย้ายออกไปจากบ้านของเขาเพียงแค่วันเดียวก่อนการหายไป
ทถษฎีเสนอแนะว่ากัปตันได้เจตนา ทำให้เครื่องบินตกลงไปที่มหาสมุทรอินเดียที่จะฆาตรกรรมหมู่ หลักฐานได้ถูกค้นพบที่บ้านของกัปตันชาฮ์ เมื่อ นักวิจัยได้ค้นพบข้อมูลบนเครื่องจำลองเที่ยวบิน ณ บ้านของเขา ถูกใช้บินเส้นทางเบี่ยงเบนเหมือนกัน หนึ่งเดือนก่อนเหตุการณ์
“การจี้เครื่องบิน
ทฤษฎีนี้ได้บุกเบิกโดยนักข่าว เจฟ ไวส์ ได้ ยินยันว่าเที่่ยวบินได้ถูกจี้โดยผู้ก่อการร้ายชาวรัสเซีย ด้วยเป้าหมายของการเบี่ยงเบนจากสงครามไครเมีย ตอนที่สองเริ่มต้นด้วยการยิงตกของ MH 17 สี่เดือนภายหลังจากการ
หายไปของ MH 370 การเสนอแนะว่า สองเหตุการณ์อาจจะเชื่อมโยงกันได้ เจฟฟ์ ไวส์ อธิบายทฤษฎีว่า ผู้โดยสารชาวรัสเซียสามคนอยู่บนเครื่องบิน MH 370 หนึ่งคนของ พวกเขานั่งประมาน 15 ฟุตห่างจากประตูพรมไม่ปิดที่นำไปสู่ห้องอุปกรณ์อีเล็คโทนิค
พวกเขาได้ปีนไปสู่ห้องอุปกรณ์อิเลคโทรนิค ศูนย์สมองอีเล็คโทรนิคของเครื่องบินอยู่ข้างใต้ห้องผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ตรงที่คอมพิวเตอร์ควบคุมระบบเที่ยวบินของเครื่องบินถูกเก็บไว้จากที่นี่พวกเขาได้ตัดพลังงานภายในห้อง
นักบิน หมายความว่าการสื่อสารทุกอย่างจากนักบินที่ไปสู่การควบคุมการจราจรทางอากาศหายไป มันทำให้เครื่องบินหายไปจากเรดาร์จากที่นี่พว
เขามีการควบคุมทั้งหมดของเครื่องบิน เจฟฟ์ ไวส์ ได้สร้างทฤษฎีว่าการจี้เครื่องบินทางอิเล็คโทรนิค มันบินไปทางเหนือสู่คาซาคสถาน
เหตุผลที่ได้ให้ต่อทฤษฎีคือ รัสเซียต้องการให้สื่อของโลกมุ่งที่การหายไปของเครื่องบิน การสร้างเรื่องราวใหม่ดึงความสนใจของสื่อจากการบุกไครเมียของปูติน พวกเขาได้ยักย้ายข้อมูลดาวเทียมที่จะสร้างเส้นทางบินที่ผิด และบินเครื่องบินไปสู่คาซาคสถาน แต่กระนั้นผู้เขี่ยวชาญการบินได้กล่าวว่าการควบคุมเครื่องบินจากห้องอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคจะเป็นไปไม่ได้ เจฟ ไวส์ ยอมรับว่าเขาไปไกลจากความจริง
เมื่อ ค.ศ 2014 เพียงเเค่สี่เดือนภายหลัง MH 370 ได้หายไป ข้อมูลใหม่ที่ตกตะลึงนำมาเปิดเผย เครื่องบินของสายการบินมาเลเซียลำที่สอง MH
17 ถูกยิงภายในยูเครนใกล้พรมแดนรัสเซีย ระหว่างการบุกไครเมียของ

รัสเซีย บุคคลมากกว่า 300 คนได้ถูกฆ่าอย่างเศร้่าสลดด้วยเหตุนี้ผู้ตรวจ
สอบคาดเดาว่าสายลับรัสเซีย เกี่ยวข้องภายในการหายไปของ MH 370
ข้อมูลของอินมาร์แซต ได้เสนอเเนะว่าเครื่องบินบินไปทางเหนือและตกลง
ภายในคาซาคสถาน รัฐบริวารของรัสเซีย ข่าวกรองยูเอสสรุปว่ามันถูกยิงโดยจรวด เหตุการณ์ได้นำไปสู่ความคิดว่า MH 370 ตกเป็นเหยื่อของเหตุแห่งสงครามผ่านทางการจี้เครื่องบิน เจฟ ไวส์ ได้สร้างสมมุติฐานของเขาว่าสายลับระหว่างประเทศขึ้นไปบนเครื่องบิน
*การสกัดกั้น
ทฤษฎีนี้ได้เสนอแนะว่าเที่ยวบินถูกสกัดกั้นโดยกำลังทหารและเป็นไปได้เครื่องบินอาจจะถูกยิงตก โดยเครื่องบินทหารยูเอส ภายในตอนที่สามนี้ เจฟฟ์ ไวส์ ได้เปิดทางให้นักข่าว ฟลอเรนซ์ เดอ ชานกี นักข่าวฝรั่งเศส ได้
อธิบายทฤษฎีว่า MH 370 เป็นไปได้จะถูกยิงตกโดยทหารยูเิส เนื่องจากสินค้าที่น่าสงสัยอยู่บนเครื่องบิน ถูกขัดขวางโดยเครื่องบินยูเอสเเจ้งเตือนและควบคุมทางอากาศสองลำรายการสินค้าของ MH 370 ได้ถูกบันทึกว่าเป็นอิเลคโทนิค 2.5 ตัน ที่มีทั้งแบตเตอรีลิเธียม วอลคกี้ ทอลคกี้ และอุปกรณ์ ได้ถูกบันทุกภายในเตรื่องบิน
แต่กระนั้นสินค้าได้ถูกขนขึ้นเครื่องบินโดยไม่ได้ถูกตรวจสอบทำให้ฟลอ
เรนซ์ เดอ ชานกิ เชื่อว่ามันได้บรรจุเทคโนโลยียูเอสขั้นสูง เธอ ได้เรียนรู้ว่าเครื่องบินยูเอสสองลำถูกพบอยู่ใกล้ MH 370 เครื่องบิน และขอให้กัปตัน
ชาฮ์บินลง ดั้งนั้นพวกเขาสามารถตรวจสอบสินค้าได้ แต่กัปตันชาฮ์ไม่ยอมทำตามนั้น ดังนั้นเครื่องบิน เอวอซส์ยูเอส ได้ยิง MH 370 ทันทีเหนือทะเล
จีนใต้ เธอยืนยันว่าเครื่องบินถูกยิงตกโดยทหารยูเอสเหนือทะเลจีนใต้ป้อง
กันสินค้าลึกลับจากการไปสู่จีน
เธอกล่าวว่า MH 370 มีเครื่องมืออิเลคโทรนิค 25 ตันบนเครื่องบิน มันได้ถูกรู้กันทางสารธารณะว่าจีนอยากกระหายอย่างมาก ที่จะได้มาเทคโนโลโยลีขั้นสูงของอเมริกา ภายในสาขาเทคโนโลยีโดรนการสอดแนมลอบทำ อเมริกามีเครื่องบินเอวอซส์ยูเอส สองลำอยู่ใกล้ในเวลาเดียวกัน เมื่อ MH 370 บินขึ้น เธอกล่าวว่านั่นคือทำไมเครื่องบินหายไปจากเรดาร์ ก้ปตันชาห์ ถูกสั่งให้เครื่องบินบินลงแต่ได้ละเลยคำสั่งในที่สุด MH 370 ได้พบกับโชค
ชะตาของมันด้วยจรวด
ภายหลัง 16 เดือนของการค้นหาอย่างไร้ผล ปีกของเครื่องบินได้ถูกพบ
บนฝั่งบนชายฝั่งอัฟริกาตะวันออกผู้เชี่ยวชาญและนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
นาจิป ราซัค ยืนยันซากเครื่องบินมาจาก MH 370 แต่นักข่าว และสมาชิก
ครอบครัวบางคนสังสัย ต่อซากเครื่องบินที่พบ ภายในภาพยนตร์สารคดีเนตฟลิกซ์ เบลน กิปสันแสดงเป็นนักผจญภัยสไตล์ตัวเองที่พบซากเครื่องบิน MH 370 มากกว่าบุคคลอื่น เขาเป็นทนายความที่เกษียณอายุแล้วได้
ใช้หลายปีค้นหาซากเครื่องบินตามชายฝั่งทะเลและเกาะอัฟริกาบ่อยครั้งทำงานร่วมกับคนท้องที่
การค้นพบของเขา รวมทั้งชิ้นส่วนด้วยถ้อยคำว่า “No Step” ได้ถูกยืน
ยันหรือน่ามาจาก MH 370 ช่วยเหลือทำให้พื้นที่แคบลงตรงที่เครื่องบนตกภายในมหาสมุทรอินเดียใต้ เบลน กอปสัน เป็นนักล่าซากเครื่องบินที่ทุ่มเท ค้นหาอย่างกระตือรือร้นและพบชิ้นส่วนของ MH 370 การค้นพบที่สำคัญครั้งแรกของเขา ชิ้นส่วน “No Step” จะเป็นชิ้นสามเหลี่ยมของหางเครื่องบินกลายเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญของหลักฐาน
เขาได้ร่วมมือร่วมใจกับชุมชนท้องที่ ฝึกอบรมพวกเขาระบุซากเครื่องบินที่เป็นไปได้ และได้ช่วยเหลือพวกเขาค้นหาซากเครื่องบิน การค้นพบของเบลน กิปสัน พร้อมด้วยชิ้นส่วนอื่นของซากเครื่องบินกระตุ้นการถกเถียง
ด้วยบุคคลบางคนอ้างว่ามันเป็นหลักฐานโชคชะตาของเครื่องบิน ในขณะที่บุคคลอื่นสงสัยความแท้จริงของมัน
บทความของวิกิพีเดีย ได้กล่าวว่าภรรยาของกัปตันชาฮ์ และลูกสามคน
ได้ย้ายออกจากบ้านของเขา วันก่อนการหายไปของเครื่องบิน เรามีราย
งานของเพื่อนอ้างว่ากัปตันถูกมองเห็นกับผู้หญิงคนอื่น และความสัมพันธ์
ของเขากับเธอวุ่นวาย รายงานเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิด
หลากหลายที่ปรากฏขึ้นภายหลังจากการหายไปของเครื่องบิน แต่กระนั้น
โดยทั่วไปผู้เชี่ยวชาญไม่พิจารณาเรื่องราวนี้ การมองมันเป็นความบังเอิญ
ภายหลังสามเดือนที่การหายไปของเที่ยวบินมาเลเซีย MH 370 ภรรยา
ของกัปตันซาฮ์ในที่สุดได้ทำลายความเงียบของเธอ ไฟซาห์ คานห์ได้บอกนักข่าวนิว ซีแลนด์ ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเครื่องบินที่หายไปว่าเสียงเบื้องหลังออกจากระบบมาจากเที่ยวบินเป็นของสามีของเธอ ก้ปตันชาฮ์ เธอได้บอกว่าลูกขายคนโตสุดของเธอ ระบุเสียงที่ส่งผ่านออกระบบครั้งสุดท้าย เป็นพ่อของเขา
ภรรยาของกัปตันชาฮ์ ได้ถูกสอบสวนท่ามกลางความสงสัยเพิ่มขึ้นที่เขา
อาจจะจี้เครื่องบิน ไฟซาห์ คานห์ ได้ถูกสอบปากคำโดยเอฟบีไอ ที่เข้ามา
ภายในการค้นหาเครื่องบิน สำนักงานข่าวกรองอเมริกัน ได้นำทางเจ้าหน้า
ที่มาเลเซียไปสู่การพิจารณาประวัติของกัปตันซาฮ์ และกัปตันผู้ช่วยของ
เขา ฟาริค ฮามิด มันดูเหมือนไม่มีอะไรเลยภายในชีวิตของฟาริค ฮามิดที่
เสนอแนะสิ่งจูงใจเพื่อการจี้เครื่องบิน เเต่กระนั้นชีวิตของกัปตันชาฮ์พบว่า
ซับซ้อนมากขึ้น การแต่งงานของเขาเสื่อมโทรมลงจนถึงจุดที่เขาไม่ได้อยู่ภายในความสัมพันธ์กับไฟซาห์ต่อไปอีกแล้ว แม้ว่าพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ด้วยกันกับลูกของพวกเขา
ในขณะที่เรามีหลายทฤษฎีสมคบคิด ล้อมรอบการหายไปของ MH 370
ทฤษฎีสมคบคิดที่นิยมแหลายมีทั้งความเป็นไปได้ของเครื่องบินถูกจี้ และบินไปยังสถานที่ลึกลับ เครื่องบิน ถูกใช้ภายในการปฏิบัติการปกปิด และ เครื่องบินถูกยิงตกโดยฝ่ายที่ไม่รู้ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ได้แสดงขอบเขต
ของคำอธิบายต่อการหายไปของเครื่องบิน
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







