อัฟกานิสถาน : การกลับมาของฏอลิบาน ตอนที่ 10

อัฟกานิสถาน : การกลับมาของฏอลิบาน ตอนที่ 10
จรัญ มะลูลีม
มีอะไรเกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน
เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่าในช่วงของสงครามต่อต้านสหภาพโซเวียต โดยฝ่ายมุญาฮิดีนกลุ่มต่างๆ นั้นสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐ (CIA) ที่เข้ามาสนับสนุนนักรบมุญาฮิดีนเป็นผู้สนับสนุนให้อุซามะฮ์ บินลาดินขึ้นมาเป็นผู้นำในการรบ
ในปี 1989 ผู้นำโซเวียต กอร์บาชอฟ (Gorbachev) ถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานอย่างชาญฉลาด หลังจากมองไม่เห็นชัยชนะและผลประโยชน์ที่สหภาพโซเวียตจะได้รับจากอัฟกานิสถานอีกต่อไป
การออกไปของสหภาพโซเวียตมีส่วนสำคัญทำให้สหรัฐหมดความสนใจในอัฟกานิสถาน หลังจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์นำโดยมุฮัมมัด นาญีบุลลอฮ์ (Muhammad Najibullah) ต้องลงจากอำนาจในปี 1992 จากนั้นอัฟกานิสถานก็จมลงสู่ความเป็นมิดสัญญี เมื่อมุฮาญิดีน 8 กลุ่มที่เอาชนะสหภาพโซเวียตมาได้ต้องมาขัดแย้งกันเอง จนฏอลิบานยึดอำนาจได้ในปี 1996 และประกาศจัดตั้งรัฐอิสลามเอมิเรตส์ของอัฟกานิสถาน (Islamic Emirates of Afghanistan) ได้ในที่สุด
ดังได้อธิบายมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ว่าคำว่าฏอลิบาน (Talib) หมายถึง “นักเรียน” หรือ ผู้แสวงหา (seeker) ในภาษาอาหรับ คำว่าฏอลิบานเป็นพหูพจน์ในภาษาพาชตุน (Pashtun) ซึ่งหมายถึงกลุ่มก้อนของนักเรียนนั่นเอง โดยในการเข้าสู่อำนาจในเวลานั้นของพวกเขา เฉพาะซาอุดีอาระเบีย UAE และปากีสถานเท่านั้นที่ให้การรรับรองรัฐฏอลิบาน
หลังจากนั้นฏอลิบานได้ใช้รูปแบบความเข้มงวดที่มาจากการตีความกฎหมายอิสลามให้มีความเข้มข้นเกินกว่าการปฏิบัติในที่อื่นใดของโลกมุสลิม และโลกมุสลิมก็ไม่มีประเทศใดให้การยอมรับยกเว้นสามประเทศที่ได้กล่าวมาข้างต้น
กล่าวกันว่าการตีความชารีอะฮ์หรือกฎหมายอิสลามด้วยความเข้มข้นนี้พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากการฟื้นฟูแนวทางอิสลามของสำนักคิดเดียวบัน (Deobandi) แห่งเมืองสาฮารานปุร (Saharanpur) รัฐอุตตระประเทศ (UP) ของอินเดีย เชื่อกันว่าในส่วนที่เกี่ยวกับความคิดที่มีต่อสตรีและความเข้มงวดอื่นๆ นั้นมาจากการตีความของฏอลิบานเองมากกว่าคำสอนของสำนักคิดเดียวบันแห่งอินเดียที่พวกเขายึดโยงอยู่
ผู้ที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากการนำเอากฎเหล็กของฏอลิบานมาใช้ในเวลานั้นจึงกลายเป็นสุภาพสตรีที่ถูกปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ตะวันตกในเวลานั้นก็ไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้มากนัก
หลังเหตุการณ์ 9/11 Bush ได้ยื่นคำขาดให้ฏอลิบานส่งบินลาดินให้กับสหรัฐ ทางฏอลิบานได้ส่งสัญญาณให้สหรัฐรับทราบว่าฏอลิบานต้องการหลักฐานที่กล่าวอ้างว่าบินลาดินมีส่วนร่วมโจมตีตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ และฏอลิบานก็เตรียมการที่จะให้มีการไต่สวน หลังจากนั้นก็จะส่งตัว บินลาดินให้สหรัฐหากพบว่าเขามีความผิด
อย่างไรก็ตาม บุชต้องการแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งที่สุดและเริ่มถล่มอัฟกานิสถานในวันที่ 7 ตุลาคม ปี 2001
เจ็ดวันต่อมาฏอลิบานแสดงให้เห็นว่าต้องการส่งบินลาดินไปยังประเทศที่สาม หากสหรัฐหยุดถล่ม
แต่บุชก็ยังแสดงความหนักแน่นให้เห็นโดยในเดือนธันวาคม 2001 ฏอลิบานก็สูญเสียการควบคุมในเมืองญะลาละบัด (Jalalabad) ไป มุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัร ผู้นำฏอลิบานหายตัวไป สหรัฐจึงเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวภายใต้การบริหารที่นำโดย หะมิด กัรซัย (Hamid Karzai) ที่ชื่อของเขากลายเป็นชื่อของสนามบินที่ขณะนี้กลายเป็นสุสานของผู้อพยพบางส่วนจากการพลัดร่วงจากเครื่องบินและการโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย ISK (รัฐอิสลามโครอซาน) ที่กลายมาเป็นศัตรูกับฏอลิบานในที่สุด หลังจาก IS-K แสดงความไม่พอใจที่ฏอลิบานหันมาพูดคุยกับสหรัฐและลดความเข้มข้นในการต่อสู้ลงไป
บิน ลาดินได้หายตัวไป การแทรกแซงทางทหารของสหรัฐประสบความล้มเหลวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในปี 2002 Bush กล่าวว่า “สหรัฐคือผู้ที่เข้ามาช่วยสร้างอัฟกานิสถานให้เป็นอิสระจากความเลวร้าย และเป็นสถานที่ที่ดีกว่าสำหรับการอยู่อาศัย” “เรากำลังทำงานตามประเพณีที่ดีของ Gorge Marshall”
แผนของสหรัฐไม่ทำงาน แต่การโฆษณาของรัฐอัฟกานิสถานกลับประสบความสำเร็จในการสร้างความประทับใจว่าอัฟกานิสถานมีความก้าวหน้าในการปกครอง อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าอย่างแท้จริงที่เห็นได้ ได้แก่การส่งเสริมสิทธิสตรีเท่านั้น
ในสมัยของ Obama Biden ซึ่งเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐต้องการให้สหรัฐออกไปจากหล่มโคลนในอัฟกานิสถานแต่ที่ปรึกษาของ Obama ไม่เห็นด้วยกับเขาที่จะเอาทหารออกมาจากอัฟกานิสถานแล้วปล่อยอัฟกานิสถานให้ล่องลอยไปตามชะตากรรมของมันเอง
หลังจากนั้นโอบามาจึงส่งทหารเข้าสู่อัฟกานิสถานอีก 17,000 นายเพื่อสมทบกับทหารที่มีอยู่แล้วที่อัฟกานิสถานจำนวน 36,000 นาย เนื่องจากฏอลิบานได้เพิ่มการโจมตีทหารต่างชาติหนักหน่วงขึ้นเป็นลำดับ
ข้อตกลงสหรัฐ-ฏอลิบาน
Trump ต้องการจะทำข้อตกลงกับฏอลิบาน ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงโดฮา กาตาร์ โดยกาตาร์เป็นเจ้าภาพและให้การสนับสนุนการประชุม ทั้งนี้กาตาร์เป็นประเทศเล็กแต่การเมืองใหญ่ (small country big politics) มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีสำนักข่าวของตัวเองอย่าง อัล-ญะซีเราะฮ์ เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ฯลฯ
ในการเมืองระหว่างประเทศกาตาร์ได้รับการยอมรับมากกว่าซาอุดีอาระเบียและ UAE กาตาร์จึงกลายเป็นเวทีสำหรับการลงนามเจรจาพูดคุยระหว่างฏอลิบานและสหรัฐในปี 2019
ข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายเป็นข้อตกลงที่จะนำเอาสันติภาพกลับมาอัฟกานิสถานระหว่างรัฐเอมิเรตส์อิสลามของอัฟกานิสถานกับสหรัฐ ซึ่งยังไม่ได้ให้การยอมรับฏอลิบานในฐานะรัฐแต่อย่างใด ทั้งนี้ในสัญญาดังกล่าวมีสิ่งที่ควรจะต้องบันทึกไว้ด้วยว่า
- รัฐบาลของอัชร็อฟ กอนีย์ มิได้อยู่ในฐานะของผู้ทำความตกลงที่จะนำเอาสันติภาพกลับมาสู่อัฟกานิสถาน
- ให้มีการปล่อยนักโทษ 5,000 คนโดยรัฐบาลของกอนีย์และ 1,000 คน โดยฏอลิบาน
- การปล่อยตัวนักโทษและการตกลงในหมู่ชาวอัฟกันจะต้องเริ่มต้นในวันที่ 10 มีนาคม ปี 2020 เนื่องจากมีความล่าช้าในการปล่อยตัวนักโทษ การพูดคุยระหว่างชาวอัฟกันด้วยกันในเรื่องการแบ่งอำนาจระหว่างรัฐบาลของกอนีย์กับฏอลิบานจะเริ่มต้นในวันที่ 12 เดือนกันยายน ปี 2020 ความเป็นศัตรูระหว่างกอนีย์และอับดุลลอฮ์ อับดุลลอฮ์ (Abdullah Abdullah) หัวหน้าฝ่ายบริหารของรัฐบาลอัฟกานิสถานเป็นหนึ่งในเหตุผลของความล่าช้า
สำหรับอับดุลลอฮ์ อับดุลลอฮ์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้สมัครประธานาธิบดีของอัฟกานิสถานและเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของรัฐบาลอัฟกานิสถานที่เพิ่งจะสูญเสียอำนาจไปนั้นผมเคยพบกับเขาที่เยเมนเมื่อหลายปีก่อนในการประชุม OIC ที่กรุงซานา อับดุลลอฮ์ อับดุลลอฮ์ มีบุคลิกดี ทันสมัยและมีแนวคิดที่เป็นสากล
ปัจจุบันฏอลิบานเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนการสนทนาเกี่ยวกับอนาคตของอัฟกานิสถานกับแกนนำรัฐบาลเดิมคืออับดุลลอฮ์ อับดุลลอฮ์พร้อมกับอดีตผู้นำมุญาฮิดีนอย่างฮิกมัตยาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นการเปิดกว้างของฏอลิบานและการไม่หลบหนีของอับดุลลอฮ์ อับดุลลอฮ์และฮิกมัตยาร์
- การพูดคุยระหว่างชาวอัฟกันด้วยกันไม่ค่อยมีความก้าวหน้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฏอลิบานต้องการมีส่วนในอำนาจที่เป็นกอบเป็นกำ และสหรัฐเองก็มีความเร่งรีบที่จะออกจากอัฟกานิสถานโดยทันทีที่ทหารสหรัฐออกจากประเทศ รัฐบาลกอนีย์ก็อาจถูกถอดได้ไม่ยากนัก
- ที่ปรึกษาของ Trump ไม่เห็นด้วยกับเขาที่จะให้ถอนทหารของสหรัฐออกมาจากอัฟกานิสถาน
- ประธานาธิบดี Biden ในฐานะอดีตรองประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยกับการส่งทหารมากขึ้นเป็นพิเศษเข้าไปในอัฟกานิสถานของ Obama ในปี 2009 และตัดสินใจให้ทหารของสหรัฐออกจากอัฟกานิสถานไม่ว่าจะต้องจ่ายด้วยอะไรก็ตาม
เห็นได้ชัดว่าข้อตกลงปี 2019 ไม่ได้ให้ผลต่อการเจรจาระหว่างชาวอัฟกันด้วยกันมากนักก่อนที่สหรัฐจะออกมาจากอัฟกานิสถานทั้งหมด
จนมาถึง วันที่ 8 กรกฎาคม 2021 ได้มีการประกาศถึงแผนการถอนทหารให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม โดย Biden ให้สัญญาณอย่างชัดแจ้งว่า เขาไม่ต้องการรอข้อตกลงการใช้อำนาจร่วมกันของรัฐบาลอัฟกานิสถานกับฏอลิบานแต่อย่างใด







