จดหมายจากสรณา

จดหมายจากสรณาเป็น pocket book ครับ นานๆ ผมจะได้อ่านสักเล่มหนึ่ง แต่เมื่อก่อนนี้ที่ยังไม่มี internet นั้น หนังสือเป็นชีวิตจิตใจของผมทีเดียว
เรื่องราวของหนังสือฉบับนี้ คือ มีหญิงไทยคนหนึ่ง ซึ่งกำลังทำปริญญาเอกอยู่ที่ลอนดอน ได้รับมอบหมายจาก สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ให้ไปเข้าร่วมประชุม P.E.N. International ที่ เมือง Edinburgh, Scotland. P.E.N. ย่อมาจาก Poet, Playwright, Editor, Essayist และ novelist เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ เดือนตุลาคม ๒๕๑๓หรือเมื่อ ๔๘ ปีมาแล้ว ซึ่งขณะนั้น หญิงไทยผู้นั้น อายุเพียง ๓๓ ปี มีอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมขอเรียกเขา ว่า สรณา
ที่น่าทึ่งอย่างมาก (ที่สุด) คือ สรณา ที่มีอายุเพียง ๓๓ ปี ได้เป็นผู้หญิงจากทางภูมิภาคตะวันออกและประเทศไทยเพียงคนเดียว ไปร่วมประชุมกับผู้ทรงคุณวุฒิจากนานาชาติประมาณ ๑๐๐ คนในห้องประชุมแบบธรรมดาๆ (—การประชุมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหรูหรา แต่ขึ้นอยู่ที่ หัว ของผู้เข้าประชุม—หน้า ๒๙-๓๐) และได้เสนอความเห็นในที่ประชุม เป็นที่ถูกใจต่อผู้อื่นๆ มีผู้มาเข้าประชุมมากมายมาคุยมาถามคำถาม โดยเฉพาะ เรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทย และ ในบางขณะที่จะมีชายขี้เมามาตอแย ก็มีเพื่อนอาวุโสที่เข้าประชุมด้วยกันมาคุ้มครองดูแลให้
นอกจากเนื้อหาในการประชุมแล้ว สรณา ยังเปรียบเปรยเรื่องราว และแสดงแนวคิด โดยเฉพาะความจำเกี่ยวกับนักปราชญ์ นักเขียน ในอดีต ประวัติศาสตร์ และประสบการณ์ของตนเองตั้งแต่เด็กๆ จนเติบโตโดยเฉพาะเกี่ยวกับสภาพชนบทที่สวยงามทั้งของประเทศไทยและประเทศอังกฤษ ต้องขอยอมรับว่า สรณาได้อ่านมามาก และมีความจำที่เยี่ยมจริงๆ (—ฉันคิดถึงพระเจดีย์สีขาวโพลนสามองค์ที่อยุธยาด้วยความเสียดายอีกครั้งหนึ่ง และก็คิดถึงเพื่อนเก่าอีกคนหนึ่งของฉันที่ราชบุรี เขาชอบนั่งดูพระปรางค์วัดมหาธาตุ และบรรยายประวัติศาสตร์ราชบุรีจากตะไคร่น้ำสีดำแกมเขียว— )
(….ภาพท้องนาหลังบ้านฉัน ที่คลองแค ตอนหน้าน้ำ ฉันเห็นต้นข้าวสีเขียวสดแซมด้วยดอกโสนสีเหลือง เห็นดอกของบัวสายสีชมพูจัด ปนม่วงบานอยู่เหนือน้ำใกล้ๆ กับดอกบัวเผื่อนสีนวลดอกเล็กๆเห็นนกกระยางสีขาวสะอาด ขายาวยืนอยู่บนคันนา …….หน้า ๑๖๘)
สรณา เริ่มต้นเรื่องโดยเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง ในกรุงลอนดอน(—ฉันชอบเมืองลอนดอนและเอดินเบอระตรงที่ว่า “เขา” ทำเมืองให้มนุษย์อยู่จริงๆ ……เพราะมนุษย์ธรรมดานั้น นอกจากจะต้องการกินและนอนแล้ว ยังต้องการอากาศบริสุทธิ์ไว้ฟอกโลหิต ต้องการที่พักกายและใจ ……ฉันชอบสวนสาธารณะที่มีทั่วไปในลอนดอนและในเอดินเบอระ….หน้า ๒๖ ) คนอังกฤษ (….ที่ร้านที่ข้าพเจ้ายืนรอเข้าคิวจะจ่ายเงิน ใจของข้าพเจ้าหายวาบ พื้นที่แถวหน้าข้าพเจ้าว่างเปล่า ไม่มีใครยืนอยู่เลย พอหันไปข้างหลัง ใจข้าพเจ้าก็หายไปเกือบหมด คนยืนรอต่อจากข้าพเจ้าเป็นแถวยาวไปจนโค้งตามชั้นวางของ……หน้า ๑๗ ) นอกจากนั้น ได้เล่าถึงการเดินทางโดยรถไฟไปเมือง Edinburgh เพื่อเข้าร่วมประชุม เล่าถึงสภาพของสถานที่พัก และสถานที่ประชุม ซึ่งในประเทศอังกฤษ หรือประเทศต่างๆในยุโรปจะรักษา ปราสาท และตึกเก่าๆ เป็นเวลาหลายร้อยปี และยังใช้ประโยชน์ หรือบูรณะให้คนเข้าชม (— ปราสาทหินนี้ สร้างขึ้นใหม่เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ ๗ (ก่อนพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ตั้งกรุงสุโขทัยประมาณ ๖๐๐ ปี)—-หน้า ๔๗ )
สรณา ได้เล่าถึงบรรยากาศและเนื้อหาในที่ประชุม ซึงมีการบรรยาย และถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งสรณา ได้มีความตั้งใจจริง และมีส่วนร่วมในการอภิปราย ที่ผมประทับใจ มีถึง ๒ ครั้ง
ครั้งแรก มีผู้กล่าวหานักวิทยาศาสตร์ว่า “ไม่มีความรับผิดชอบ เที่ยวค้นหาอะไรต่อมิอะไรที่ช่วยทำลายโลก เช่น A-bomb ยากำจัดแมลง ……เป็นอันตรายต่อพืช สัตว์และคน แล้วเมื่อสวีเดนให้รางวัลโนเบล พวกนักวิทยาศาสตร์ยังอุตส่าห์รับได้อีก” ( หน้า๙๓) สรณา ซึ่งเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ อายุเพียง ๓๓ ปี จากประเทศไทย ลุกขึ้นไปที่ไมโครโฟน แล้วตอบสนองต่อความเห็นนั้น ข้อความตอนหนึ่ง มีว่า “ ฉันเห็นว่าไม่ยุติธรรม ถ้าเราจะกล่าวโทษว่าครูไม่มีความรับผิดชอบในการรักษาไข้ นักเขียนนวนิยายรายงานเรื่องชีวิตไม่ตรงกับความเป็นจริง พระไม่ผลิตอาหาร หรือเจ้าของสวนไม่ระวัง ปล่อยให้คนเก็บผลไม้ไปกินจนท้องเสีย การพูดเช่นนี้ เหมือนกับการโทษว่า นักวิทยาศาสตร์ ค้นพบสูตรฟิสิกส์หรือสารเคมี ทำให้คนนำไปใช้จนเกิดอันตราย ฉันเห็นว่า……จะโทษเขาก็ไม่ถูก ถ้าจะโทษ ต้องโทษคนที่นำผลการค้นพบของเขาไปใช้ ….. (หน้า ๙๓) ซึ่งตรงนี้ สามารถใช้ได้กับข่าวของประเทศไทยเราในปัจจุบัน เกี่ยวกับเรื่องห้ามนำเข้าสารเคมี ซึ่ง เหตุการณ์ห่างกันเกือบ ๕๐ ปี ผมชอบตรงสรุปท้ายที่ว่า “ ดูแต่มะนาวก็แล้วกัน แม้ใครๆจะว่าเปรี้ยว แต่ในมะนาวนั้น ก็มีน้ำตาลผสมอยู่ด้วย (หน้า ๙๓ )
สำหรับการอภิปรายที่ประทับใจครั้งที่ ๒ นั้น เป็นเวลาขณะที่อภิปรายกันเกี่ยวกับการเขียนชีวประวัติ ซึ่งระหว่างอภิปรายอยู่ มีคนเอ่ยชื่อ Thomas Carlyle (คาร์ไลล์ ๒๓๓๘-๒๔๒๔ ) นักประวัติศาสตร์อังกฤษ สมัยสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย ซึ่งประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น ทำให้คนซีกโลกโน้นหลายคนเข้าใจว่าเราเป็นเมืองขึ้นของประเทศในยุโรปประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะเชื่อ (อย่างผิดๆ)ว่า ประเทศสยามเคยเป็นเมืองในปกครองของฮอลันดา ด้วยประโยคที่ว่า “ To that Dutch King of Siam, an icicle had been a miracle” สรณา ได้ขออภิปราย และประธานได้อนุญาตให้หญิงสาวตัวเล็กๆที่ไปคนเดียวได้พูด ซึ่งได้พูดว่า “ และฉันรู้ว่าประเทศที่น่าสงสารประเทศนั้น ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศในยุโรปประเทศใด ไม่ว่าในสมัยไหน ฉันเกิดและโตที่นั่น เรียนหนังสือจบจากประเทศนั้น และเพิ่งจะจากมาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง” (หน้า ๑๔๖)
ในหนังสือดังกล่าว สรณาได้สอดแทรกความคิดทางพุทธศาสนาไว้ในหลายตอน เช่น “ เพลโตเกิดราว พ.ศ. ๑๑๖ คือหลังพระสิทธัตถะ ราว ๒๐๐ ปี แต่ก่อนพระเยซู ๔๒๗ ปี คัมภีร์ที่ชื่อ “The Republic” ซึ่งเป็นเรื่องของประเทศในอุดมคติ นั้น เป็นรากฐานทางความคิดด้านการศึกษาและปรัชญาในยุโรปมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่พระพุทธธรรมและวินัยของพระพุทธเจ้าเป็นรากฐานความคิดด้านการศึกษาและปรัชญาในเอเซีย มาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันเช่นกัน (หน้า ๖๒)” นอกจากนั้น สรณา ยังเขียนไว้ว่า “ สิ่งทั้งหลายทั้งรูปธรรม นามธรรม ที่เราเรียกว่าทุกข์บ้าง สุขบ้าง เป็นของเราบ้าง เป็นของเขาบ้างนั้น เป็นเช่นว่าเราคิดให้เป็นไปนั่นเอง แท้ที่จริงสิ่งต่างๆมันอยู่ของมันเฉยๆคนคิดให้มันเป็นโน่นเป็นนี่และตีราคาให้เสร็จ เช่นเรียกสิ่งนั้นว่าคน สิ่งโน้นว่าสัตว์ สิ่งนี้เป็นความคิด แล้วตีราคาให้คนดีกว่าสัตว์ …… (หน้า ๗๑) ในหนังสือ บางตอนก็มีเขียน ไว้ว่า “…..พระพุทธเจ้าท่านว่า ชีวิตเป็นทุกข์ ทุกข์นี้แก้ได้ โดยแก้ที่เหตุ” ….หน้า ๔๕ ) ทั้งนี้ “เพราะฉันคิด ฉันจึงเป็นฉัน (หน้า ๗๑)”
ในการประชุมดังกล่าว บางครั้ง ในเวลาพัก รับประทานอาหาร ก็มี เพื่อนที่เข้าประชุมมานั่งคุย บางครั้งถามคำถามที่ สรณา ตอบไม่ได้ แต่ก็พยายามจะตอบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น เช่น ถามว่า “ ทำไมรัฐบาลไทยจึงยอมให้กองทหารอเมริกันใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพ การยอมนี้ คือคำแปลว่า เมืองไทยอยู่ใต้คำพูดของวอชิงตัน ดี ซี ใช่ไหม และรัฐบาลคิดถึงอนาคตของเด็กสาวๆที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่บ้างหรือเปล่า(imply ว่าไม่ได้คิด) ถ้ารัฐบาลไทยต้องการเงินทำไมไม่ขอความช่วยเหลือ……แทนที่จะเอาเด็กผู้หญิงมาลงทุนทางการค้ากับอเมริกันในตลาด R&R ( Rest & Recreation )” (หน้า ๘๒) สรณาเมื่อได้ฟังแล้ว มีความคิดที่ไม่สบายใจนัก และไม่สามารถตอบในฐานะตัวแทนประเทศ แต่ สรณา ก็พยายามตอบในความคิดของตัวเองว่า ในอีกด้านหนึ่งของคนไทยซึ่งมีอีกจำนวนมาก ได้พยายามศึกษาเล่าเรียน ฝึกหาประสบการณ์ หาน้ำกินน้ำใช้ เพื่อจะประกอบอาชีพให้ มั่นคง สำหรับนโยบายของประเทศนั้น เข้าใจว่าเพื่อความอยู่รอด บางครั้ง ก็ต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง เป็นการรักษา คนส่วนใหญ่ให้อยู่รอดได้
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ จบแล้ว มีความรู้สึกว่าอยากอ่านอีกรอบหนึ่ง ทั้งนี้ เนื่องจาก เนื้อหาที่เต็มไปด้วยแนวคิด ข้อมูล ทำให้เห็นประเทศอังกฤษ เห็นบรรยากาศในการประชุม ที่มีแต่เนื้อหา ไม่มีพิธีรีตอง แล้วรวมถึงบรรยากาศในสมัยก่อนของเราเอง ต้องขอขอบพระคุณ ท่านศาสตราจารย์ ดร. วิภา กงกะนันทน์ (เสนานาญ) ท่านคือ สรณาในเนื้อเรื่อง ซึ่ง เคยเป็นอาจารย์ และผู้บุกเบิกคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านได้รับรางวัล นราธิปพงศ์ประพันธ์ ปี ๒๕๖๐ และได้รับยกย่องเป็นปูขนียบุคคลด้านภาษาไทย ๒๕๖๑ ซึ่งขณะนี้ท่าน ในอายุประมาณ ๘๒ ปี ในชีวิตท่านคงจะไม่(….”วนเวียนอยู่แถวๆครัว ห้องรับแขก ห้องนอน ห้องน้ำ และหลุมฝังศพ ด้วยรูปแบบใหม่ๆเท่านั้น ท่านคง จะรู้จัก ห้องสมุด โรงละครสถานที่เล่นดนตรี พิพิธภัณฑ์ ห้องแสดงงานศิลปะต่างๆให้มากขึ้น…. หน้า ๓๘ )
ถ้าจะถามว่า จะซื้อหนังสือนี้จากที่ใด ลองโทร ๐๘๙ ๙๖๓ ๘๐๒๕ (คุณภมรรัตน์ อัศวเสนา ) หรือ ๐๘๖ ๓๐๐ ๐๐๔๐ (พันเอก ดร. ชัยพฤกษ์ ปิลกศิริ) ๐๘๕ ๕๖๒ ๕๙๕๑ ( ดร. ไกรฤกษ์ อบรมสุข) คิดว่าจะแนะนำแหล่งที่จะจัดซื้อได้
บู๊ (คนเคยหนุ่ม)







