INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

“บิ๊กทรี” ผู้นำเชิงบารมีด้านมืด

IMG 2897

“บิ๊กทรี” ผู้นำเชิงบารมีด้านมืด

เรามีผู้นำเชิงบารมีด้านมืดของโลกสามคนเรียกกันว่า “บิ๊กทรี” คือ โจเซฟ สตาลิน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และเหมา เซตุง ตลอดประวัติศาสตร์เราถูกบันดาลใจอิทธิพล และผลกระทบอย่างมากโดยผู้นำเชิงบารมี หลายคนเป็นที่บูชาและเป็นเทวดา แต่เรามีด้านมืดต่อผู้นำเชิงบารมี ตลอดประวัติศาสตร์พวกเขาได้นำเราไปสู่การทำลายล้างและความทุกข์ยากด้วยไม่นานมานี้นักวิชาการได้เริ่มต้นมองอย่างใกล้ชิดที่ด้านมืดนี้ของผู้นำเชิงบารมี นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน เเมกซ์ เวเบอร์ ได้ระบุบารมีเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งทำให้บุคคลถูกมองเป็นผู้นำบนพื้นฐานการรับรู้เหนือมนุษย์ของเขา หรืออย่างน้อยที่สุดโดยเฉพาะคุณลักษณะพิเศษ เข้าไม่ถึงต่อบุคคลธรรมดาเพื่อการขยายทฤษฎีของเวเบอร์ โรเบิรต เฮ้าส์ ได้พิมพ์เอกสาร “A 1976 Theory of Charismatic Leadership” มุ่งมากขึ้นต่ิอเเนวคิดจากจุดยืนทางจิตวิทยา เขาเชื่อว่าผู้นำเชิงบารมีมีคุณลักษณะส่วนบุคคลกระตุ้นบุคคลเดินตามเขา เพราะว่าผู้นำเชิงบารมีแสดงวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นตัวเอง ผู้ตามพบตัวพวกเขาเองถูกกระตุ้นและบันดาลใจด้วยผู้นำเชิงบารมีเหล่านี้แต่เรามีหลักฐานได้เสนอเเนะความเป็นผู้นำเขิงบารมีสามารถกระตุ้น ทั้งดีที่สุดและเลวที่สุดของมนุษย์ชาติ ตัวอย่างเช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง
ดึงบารมีของเขากระตุ้นผู้ตามผลักดันการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ต้องการในขณะที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ใช้บารมีของเขาจูงใจผู้ตามรับเคราะห์กรรมแทนบุคคลอื่นและผูกพันกับการกระทำที่เลวร้ายวิธีการศึกษาเชิงคุณลักษณะได้รับความสนใจใหม่ผ่านการมุ่งเน้นในขณะนี้โดยนักวิจัยหลายคนให้ต่อความเป็นผู้นำเชิงบารมี ความเป็นผู้นำเชิงบารมีได้ยึดแนวหน้าความสนใจของสาธารณะด้วยการเลือกตั้ง ค.ศ. 2008 ของประธานาธิบดีอัฟริกัน -อเมริกันคนแรกของอเมริกา บารัค โอบามา ได้ถูกรับรู้โดยบุคคลหลายคนมีบารมีท่ามกลางคุณลักษณะอื่นหลายอย่าง เขาถูกพิจารณาเป็นผู้นำที่มีบารมีมากที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ 21 คำปราศัยของเขาเป็นทรัพย๋สินที่ดีที่สุด เขาเป็นนักสื่อสารทางการเมืองยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล เขาได้นำเสนอตัวเขาเองเป็นเสรีภาพที่แท้จริง การมีโมเดลบทบาทเป็นอับราฮัม ลินคอล์น ท่ามกลางบรรดาประธานาธิบดีอเมริกันทุกคน จอห์น เคนเนดี ได้ถูกจดจำเป็นผู้นำเชิงบารมีมากที่สุดประเทศเคยมี ระหว่างการรณรงค์ประธานาธิบดีของเขา บารัค โอบามาได้ถูกเชื่อมโยงกับจอห์น เคนเนดีนักวิเคราะห์การเมืองมักจะดึงการเปรียบเทียบระหว่างจอห์น เคนเนดี ประธานาธิบดีแคธอริค-ไอริช คนแรก และบารัค โอบามา ประธานาธิบดีอัฟริกัน-อเมริกันคนเเรก คุณลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้นำเชิงบารมีคือ พวกเขามีวิสัยทัศนที่เชื่อมั่นต่อการเปลี่ยนแปลง มันหมายความว่าพวกเขาต่อต้านสภาพเดิม บารัค โอบามา ขึ้นสู่อำนาจบนคำสัญญาของการเปลี่ยนแปลงที่จริงแล้วสโลแกนการรณรงค์ของเขาคือ “Chang We Can Believe In” : การเปลี่ยนแปลงที่เราเชื่อมั่นได้ ณ เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงภายในประวัติศาสตร์ของเรานี้ ชาวอเมริกันกระหายการเปลี่ยนแปลง บารัค โอบามา ได้พิสูจน์ที่จะเป็นผู้นำประเภทใหม่ที่สามารถนำบุคคลมารวมกัน ซื่อสัตย์เกี่ยวกับความท้าทายที่เราได้เผชิญ และเคลื่อนประเทศนี้ไปข้างหน้า “Change We Can Believe In” ได้สรุปวิสัยทัศนต่ออเมริกาของเขา

IMG 2895

จีนกำลังเริ่มต้นท้าทายระบบระหว่างประเทศเป็นมหาอำนาจแนวหน้าของโลก เพื่อความเข้าใจการคิดความเป็นผู้นำในขณะนี้ของจีน มันกลายเป็นสำคัญที่จะเข้าใจผู้นำที่วางรากฐานของการพัฒราสังคมจีนสมัยใหม่ เหมา เซตุง บิดาก่อตั้งของสาธารณรัฐประชาชนจีน ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปของเหมา เซตุงและมรดกได้อยู่รอดเกือบศตวรรษ และใช้เป็นแสงสว่างนำทางต่อผู้นำจีนในขณะนี้ ประยุกต์ใช้เเนวคิดของเขาอย่างต่อต่อเนื่อง ลัทธิบูชาบุคคลของเหมา เซตุง เป็นส่วนที่สำคัญของประธานเมา เซตุงปกครองสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่การก่อตั้งรัฐเมื่อ ค.ศ 1949 จนกระทั่งการเสียชีวิตของเขาเมื่อ ค.ศ 1976 ประชาชนมองเขาเป็นวีรบุรุษของสงครามกลางเมือง ผู้ปกครองที่เข้มแข็ง บุคลิกภาพที่มีบารมี เหมา เซตุง เป็นผู้นำเชิงปฏิรูปคนหนึ่งได้ถูกยกย่องต่อการสร้างจีนสมัยใหม่ จากจีนเกษตรกรรมและกึ่งศักดินา เขาเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ บารมีควาามเชื่อ และความผูกพันที่เข้มแข็งเหมา เซตุง เป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตั้งแต่ ค.ศ 1936 จนกระทั่งการเสียชีวิตของเขา เขาได้นำการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ของประเทศ เหมา เซตุงได้ถูกยกย่องกับการปฏิรูปจีนจากกึ่งอาณานิคมไปสู่มหาอำนาจโลกแนวหน้า ด้วยการพัฒนาการรู้หนังสือ การดูแลสุขภาพ การศึกษา และช่วงอายุของชีวิตการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนได้ถูกเปิดตัวภายในจีนเมื่อ ค.ศ 1966 โดยเหมา เซตุง ผู้นำคอมมิวนิสต์ แสดงอำนาจหน้าที่ของเขาเหนือรัฐบาลจีน ณ ตอนเริ่มต้นของอำนาจการปกครองของเหมา เจอตุง จีนเป็นประเทศยากจนด้อยพัฒนา ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่กลวง การรณรงค์ก้าวกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่ มุ่งหมายที่จะเพิ่มการผลิตอาหารจำนวนมากในขณะที่สร้างฐานอุตสาหกรรมที่น่าเชื่อถือเพื่อประเทศ มันทำให้กลายเป็นความล้มเหลวอย่างน่ากลัว ทำให้เกิดการเสียชีวิตจากความหิวของชาวชนบทจีนหลาบล้านคนห้าปีต่อมาเหมา เศตุง ได้กระตุ้นสิ่งที่เรียกกันว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมความมุ่งหมายที่ยอมรับกันคือ ล้างประเทศโดยองค์ประกอบที่ยังคงอยู่ทุกอย่างของลัทธิศักดินาและทุนนิยม การปฏิวัติวัฒนธรรม เเม้ว่าไม่ค่อยจะน่ากลัวเท่ากับก้าวกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่ ทำให้เกิดการเสียชีวิตมากถึง 1.5 ล้านคน ระหว่างช่วงสิบปีของมันเหมา เซตุง กลัวว่ากลุมที่เขาเรียกว่า ผู้เดินทางทุนนิยมจะเข้ามาสู่ข้างหน้าภายหลังเขาเสียชีวิต และนั่นเป็นอะไรที่เกิดขึ้น ผู้นำใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ตัดสินใจอย่างรู้สึกตัวลงไปสู่ถนนนั้นภายหลังการผ่านไปของเหมา เซตุง เพื่อการเริ่มต้นวิถีทางทำให้ทันสมัยเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิถีทางจริงจังอย่างมีระบบ ภายในดุลยภาพระหว่างสังคมนิยมและทุนนิยมเจียง ไค เชค ได้มีคำพูดอ้างอิงว่า เหมา เซตุง เป็นบุคคลที่ประหลาดบางครั้งหยิง บางครั้งหยาง เขามีชั้นนอกอ่อนเหมือนฝ้าย แต่ในขณะเดียวกันมีเข็มแหลมคมซ่อนอยู่ข้างใน….. ผมไม่คิดว่าเขาสามารถบรรลุอะไรก็ตามในที่สุดเขาจะถูกบดขยี้ภายในฝ่ามือของผมความเป็นผู้นำเชิงบารมีของเหมา เซตุง ได้ถูกแสดงระหว่างปีเริ่มแรกของเขา เขาสามารถบันดาลใจและจูงใจผู้ตามของเขา ปลูกฝังพวกเขาด้วยความรู้สึกของความมุ่งหมายและความผูกพันต่อสาเหตุของการปฏิวัติคำปราศัยและข้อเขียนของเขา เช่น “Little Red Book” เป็นเครื่องมือของการแพร่กระจายอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ และระดมการสนับสนุนต่อพรรคคอมมิวนิสต์หนังสือได้ถูกใช้ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม ไม่เพียงแค่การปรับปรุงอุดมการณ์ และความเป็นแบบเดียวกันของอุดมการณ์ แต่เป็นอาวุธถูกใช้ต่อสู้ศัตรูชนชั้นที่รับรู้ หรือต่อต้านการปฏิวัติ กลุ่มเรด การ์ด – กลุ่มของโรงเรียนมัธยมต้นหรือนักศึกษามหาวิทยาลัยใช้หนังสือกล่าวหาครูของพวกเขาเองเหมา เซตุง ได้ชักจูงบุคคลว่านโยบายของเขาถูกต้อง ทั้งที่มีการวิจารณ์อย่างหนักจากประเทศอื่น เช่น อเมริกา เหมา เซตุง เข้าใจทิศทางที่เขาต้องการให้จีนบรรลุการพัฒนาเหมา เซตุงตัวเขาเองรับรู้ความต้องการเพื่อบุคลิกภาพลัทธิบูชาบุคคลการตำหนิการล้มลงของครุชชอฟจากการขาดลัทธิบูชาบุคคลนี้ ระหว่างช่วงเวลาของการปฏิวัติวัฒนธรรมบุคลิกลัทธิบูชาบุคคลของเหมา เซตุงได้พุ่งขึ้นสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน และเขาได้ใช้ประโยชน์ระดมมวลชนและโจมตีคู่ต่อสู้ทางการเมืองของเขาถ้อยคำพูดที่มีชื่อเสียงของเหมา เซตุ่ง คือ อำนาจการเมืองมาจากปากกระบอกปืน….. การรับรู้ความสำคัญของความเข้มแข็งของทหารภายในการสะสมอำนาจ ถ้อยคำได้ถูกใช้เริ่มแรกโดยเหมา เซตุง ระหว่างการประชุมฉุกเฉินของพรคมคอมมิวนิสต์จีนเมื่อ 7 สิงหาคม ค.ศ 1927 ณ ตอนเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองจีนทุกคอมมิวนิสต์ต้องยืดความจริง อำนาจการเมืองเกิดจากปากกระบอกปืน…..ใครก็ตามมีกองทัพมีอำนาจ เพื่อสงครามยุติทุกสิ่งทุกอย่างการยึดครองอำนาจด้วยกองกำลังติดอาวุธ การยุติปัญหาด้วยสงครามเป็นงานหัวใจและรูปแบบสูงสุดของการปฏิวัติ มันเป็นหลักการมาร์กซิสต์
– เลนินนิสต์ของการปฏิวัติยึดถือโดยทั่วไป ไม่ว่าจีนหรือประเทศอื่น

IMG 2899

เหมา เซตุง นำกองกำลังคอมมิวนิสต์ ภายในจีนผ่านการปฏิว้ติที่ยาวนานเริ่มต้นเมื่อ ค.ศ 1927 และปกครองรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของประเทศ จากการก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1949 เพร้อมด้วยวลาดิมีร์ เลนิน และโจเซฟ สตาลิน เหมา เซตุง ได้ถูกมองเป็นผู้นำคอมมิวนิสต์ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสงครามเย็น จากคารล มาร์ก ไปสู่โจเซฟ สตาลิน ไปสู่เหมา เซตุง สัญลักษณ์ลัทธิคอมมิวนิสตร์ ได้ผูกติดกับบุคคลเหล่านี้ และรัฐบาลที่มักจะโหดเหี้ยมของพวกเขา ตลอดประวัติศาสตร์ลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นอุดมการณ์เกิดขึ้นภายในการปลุกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งเเรก เมื่อคนงานทำงานมากเกินไป รับรายได้ต่ำเกินไปรู้สึกถูกเอาเปรียบ และเเสวงหาตัวแทนที่ดีขึ้นภายในรัฐบาลแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์เผยให้เห็นโดยคารล มาร์กและเฟดเดอริค เองเกิลส์ เรียกร้องต่อสังคมไร้ชนชั้นตรงที่บุคคลแต่ละคนควรจะมีส่วนช่วยตามความสามารถ และได้รับตามความต้องการของพวกเขา

IMG 2896

รอดเดอริค แมคฟาร์คูฮาร์ รู้จักกันดีที่สุดต่อผลงานของเขาเกี่ยวกับจีน ภายใต้การปกครองของเหมา เซตุง เขาเริ่มต้นการเขียนจีนคอมมิวนิสต์เมื่อต้น ค.ศ 1960 จบสามเล่มแรกของเขา “The Origin of the Cultural Revolution” เมื่อ ค.ศ 1974 สองปีต่อมาก่อนสิ้นสุดของศตวรรษความวุ่นวาย ยังเป็นเรื่องราวห้ามภายในจีนระหว่าง ค.ศ 1957 และ ค.ศ 1958 เหมา เซตุง ได้ถูกยึดด้วยวิสัยทัศน์ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจภายในจีนสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วภายในการกระโดด ผูกพันกับการทำอะไรเดี๋ยวนั้นและธรรมชาติของมวลชนไม่ใช่พอสมควรด้วยการวางแผน และวิถีทางค่อยเป็นค่อยไป เดินตามระหว่างแผนห้าปีครั้งแรกการรวบรวมประชาชนมากมายของจีนภายในคอมมูนชนบทขนาดใหญ่บรรลุเป้าหมายอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม พวกเขาได้พัฒนาวิธีการใช้แรงงานของการเป็นอุตสาหกรรม มุ่งเน้นกำลังคนไม่ใช่เครื่องจักรภายในจีน เตาพื้นที่หลังบ้านเป็นเตาสูงใหญ่และเล็กใช้โดยบุคคลของจีนระหว่างการกระโดดไป้ข้างหน้าครั้งใหญ่ เตาสูงเหล่านี้ได้ถูกสร้างภายในสนามและพื้นที่หลังบ้านของคอมมูน ส่งเสริมความมุ่งหมายของการกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่ของการทำให้จีนเป็นผู้ผลิตเหล็กลำดับสูงสุดของโลกวิถีทางของการกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญได้ถูกใช้เป็นตัวอย่างด้วยการพัฒนาเตาเหล็กเล็กหลังบ้านภายในทุกเพื่อนบ้านหมู่บ้านเเละชนบทมุ่งหมายที่จะเร่งกระบวนการเป็นอุตสาหกรรมการปฏิวัติวัฒนธรรมของกรรมาชีพที่ยิ่งใหญ่ เรียกกันโดยทั่วไปว่าการปฏิวัติธรรม เป็นการยกสูงขึ้นทางสังคมที่ซับซ้อนเริ่มต้นเป็นการต่อสู้ระหว่างเหมา เซตุง และผู้นำพรรคระดับสูงคนอื่นเพื่อการมีอำนาจเหนือพรรคคอมมิวนิสต์จีน และได้กระทบต่อจีนทั้งหมดด้วยการเรียกมันเป็นการปฏิวัติอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ยิ่งใหญ่นี้กินเวลาต้ังแต่ ค.ศ 1966 ถึง ค.ศ 1976 และได้ทิ้งรอยแผลเป็นที่ลึกบนสังคมจีนการกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่ได้ถูกรับรู้ภายในและภายนอกจีนเป็นความหายนะที่ยิ่งใหญ่ ความพยายามยูโทเปียบริหารผิดที่จะบรรลุการคิดค้นทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนและความสูญเสียอย่างมากมาย การลดลงอย่างน่าตกใจของผลผลิต และความทุกข์ยากอย่างไร้ขอบเขต ตั้งแต่ ค.ศ 1960 – 1962 บุคคลประมาสามสิบล้านคนตายจากความอดอยากภายในจีน มากกว่าความอดอยากใดก็ตามภายในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ การกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่เป็นชื่อที่ให้กับแผนห้าปีครั้งที่สองของจีน ค.ศ 1958-1962 การกระโดไปข้างหน้าครั้งใหญ่ถูกกำเนิดจากความไม่อดทนของเหมา เซตุง เพื่อการเจริญเติบโตทางอุตสากรรม – ด้วยคำพูดของเขา “มากขึ้น รวดเร็วขึ้น ดีขึ้น ถูกขึ้น” ในขณะที่แผนห้าปีเเรกบรรลุความสำเร็จภายในการกระตุ้นการเป็นอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว เหมา เซตุง สงสัยต่อโมเดลรัสเซียของการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ เหมา เซตุงชอบการเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ภายในนโยบายเศรษฐกิจการเป็นอุตสาหกรรมอยู่ต่อไป แต่ผลักดันจีนไปสู่การเป็นระบบนารวมด้วย มันอาจจะขับเคลื่อนด้วยความสงสัยของเหมา เซตุงเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี การลุกขึ้นของชนชั้นกลาง และการแบ่งแยกระหว่างการผลิตของเมืองและขนบท การกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่มีเป้าหมายสองอย่าง สร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เพื่อตามให้ทันตะว้นตก และปฏิรูปจีนไปสู่สังคมการรวมกลุ่ม ตรงที่สังคมนิยมกำหนดการผลิตแม้แต่ชีวิตของบุคคลเหมา เซตุง กล่าวว่าจีนต้องเดินตามเส้นทางไปสู่สังคมนิยมแตกต่างจากรัสเซีย ด้วยการยอมให้ชาวนามีส่วนร่วมต่อการทำให้เศรษฐกิจทันสมัย การรวมกลุ่มชนบทอยู่ ณ หัวใจของการกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่นี้ นารวมรวบรวมแรงงานชาวนาได้ดีกว่า กำจัดความสิ้นเปลืองและความไม่มีประสิทธิภาพ และเพิ่มการผลิตสูงขึ้นมากการกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่เป็นการรณรงค์ทางเศรษฐกิจและสังคมภายในสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ ค.ศ 1958 ถึง ค.ศ 1962 นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อประธานพรรค เหมา เซตุง ได้เปิดการรณรงค์สร้างใหม่ประเทศจากเศรษฐกิจเกษตรกรรม ไปสู่อุตสาหกรรม มันเป็นนโยบายของจีนควรจะเดินบนสองขา หมายถึงการพัฒนาการเกษตรและอุตสาหกรรมพร้อมกัน การใช้เทคโนโลยีต่างประเทศและวิธีการภายในประเทศ และพัฒนาอุตสาหกรรมใหญ่และเล็กพร้อมกันการพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งอุตสาหกรรมหนักและเบาพื้นที่เมืองและชนบท และแรงงานขนาดใหญ่และเล็ก ความหวังคือ การทำให้เป็นอุตสาหกรรมด้วยการใช้อุปทานจำนวนมากของแรงงานราคาถูก และหลีกเลี่ยงการนำเข้าเครื่องจักรหนักธงเเดงสามผืนเป็นสโลแกนอุดมการณ์เมื่อปลาย ค.ศ 1950 เรียกร้องชาวจีนสร้างรัฐสังคมนิยม ธงเเดงสามผืนประกอบด้วย แนวทางโดยทั่วไปเพื่อการสร้างสังคมนิยม การกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่ และคอมมูนของประชาชนภายหลังการก้าวกระโดดครั้งใหญที่หายนะ บุคคลมากกว่า 20 ล้านคนเสียชีวิตประธาน เหมา เซตุง ได้ตัดสินใจลดบทบาทที่กระตือรือร้นลงต่อการปกครองประเทศ เพื่อการปฏิบัติมากขึ้น รองประธาน หลิว เช่าฉี ได้แนะนำการปฏิรูปเศรษฐกิจบนพื้นฐานสิ่งจูงใจของบุคคล เช่น การยอมให้ครอบครัวทำนาที่ดินของพวกเขาเอง ภายในความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ถูกทำลาย เหมา เซตุง ต่อต้านนโยบายนี้ เมื่อมันได้ขัดแย้งกับหลักการคอมมิวนืสต์แท้จริงที่เขาเชื่ออย่างมั่นคงการปฏิวัฒนธรรมเป็นช่วงเวลายาวนานทศวรรษของความวุ่นวายทางการเมืองและสังคมเกิดจากเดิมพันของโดยเหมา เซตุงใช้มวลขนชาวจีนออกมาเเสดงการควบคุมของเขาเหนือพรรคคอมมิวนิสต์ ที่จริงเเล้วการปฏิวัติวัฒนธรรมทำให้เศรษฐกิจพิการ ชาวจีนเสียชีวิตหลายล้านคนและ และผลักดันจีนไปสู่ 10 ปีของความวุ่นวาย การนองเลือด และการหยุดชะงักกลุ่มนักศึกษาเเละเรดการ์ด โจมตีบุคคลใส่เสื้อผ้าชนชั้นกลางบนถนน สัญลักษณ์จักรวรรดินิยมได้ถูกทุบทิ้ง และผู้มีความรู้ถูกฆ่าหรือผลักดันให้ฆ่าตัวตายการปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นความคิดของเหมา เซตุง เป้าหมายที่ระบุไว้ของมันคือ รักษาคอมมิวนิสต์จีน ด้วยการกวาดล้างส่วนที่เหลืออยู่ของทุนนิยมและธาตุแท้สมัยเดิมจากสังคมจีน ต่อเหมา เซตุง การปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นกระบวนการถาวร รักษาให้มีชีวิตอยู่ผ่านการต่อสู้ชนชั้นอย่างไม่จบสิ้น ศัตรูซ่อนเร้นภายในพรรคและกลุ่มผู้มีความรู้ต้องระบุและกำจัด การนึกคิดการปฏิวัติวัฒนธรรมที่จะสัมผัสวิญญานของบุคคล ความมุ่งหมายของการปฏิวัติวัฒนธรรมคือ โจมตีเก่าสี่อย่าง : ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ประเพณีเก่า และนิสัยเก่า เพื่อที่จะนำพื้นที่ของการศึกษา ศิลปะ และวรรณคดีมาสู่อยู่เเนวเดียวกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ อะไรก็ตามที่ถูกสงสัยของการเป็นศักดินาหรือชนชั้นกลางต้องทำลายระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม หนุ่มสาวที่มีการศึกษาหลายล้านคนถูกส่งไปพื้นที่ชนบท ทำงานภายในชนบทและเรียนรู้จากชนบท เหมา เซตุงเชื่อว่าในที่สุดมันจะสร้างสังคมใหม่ตรงที่เราไม่มีช่องว่างระหว่างชนบทและเมือง คนงานและผู้มีความรู้สิบเจ็ดปีภายหลังกองทหารของเขายึดอำนาจ เหมา เซตุง ได้มองเห็นการรณรงค์การเมืองล่าสุดของเขาเป็นวิถีทางอย่างหนึ่งของให้พลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ด้วยการทำให้อุดมการณ์เข้มแข็งขึ้นและกวาดล้างคู่ต่อสู้ เป้าหมายของเราคือ ต่อสู้และบดขยี้บุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ใช้ถนนทุนนิยม….เหมา เซตุง หวังว่าขบวนการของเขาจะทำให้จีนเป็นจุดสุดยอดของจักรวาลสังคมนิยม เเละทำให้เขาไปสู่ชายที่นำโลกไปสู่ลัทธิคอมมิวนิสต์สี่เก่าเป็นถ้อยคำที่ใช้ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรมโดยเรดการ์ดภายในสารธารณรัฐประชาชนจีน อ้างถึงองค์ประกอบก่อนหน้าคอมมิวนิสต์ของวัฒนธรรมจีนที่พวกเขาพยายามทำลาย สี่เก่าคือ ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ประเพณีเก่า และนิสัยเก่า การรณรงค์ทำลายล้างสี่เก่าเริ่มต้นภายในเบจิงเมื่อ 19 สิงหาคม 1966 “ตุลาแดง” ระหว่างการฆ่าหมู่ได้เกิดขึ้นภายในเบจิงด้วย ภายหลังไม่นานของการเปิดตัวของการปฏิวัติวัฒนธรรมเรดการ์ด เป็นขบวนการทางสังคมกองกำลังกึ่งทหารนำโดยมวลชนนักศึกษา ระดมโดยเหมา เซตุง เมื่อ ค.ศ 1966 จนถึงการยกเลิกของมันเมื่อ ค.ศ 1968 ระหว่างระยะเเรกของการปฏิวัติวัฒนธรรม โรงเรียนมัธยมต้นและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศได้ปิดลง เมื่อนักศึกษาทุ่มเทเวลาทั้งหมดของพวกเขาเจียงชิง เป็นนักแสดงจีน ภายใต้ชื่อเวที ลาน ผิง ภายในโลกตะวันตกเธอถูกรู้จักกันเพียงแค่มาดามเหมา เธอเป็นภรรยาคนที่สี่ของเหมา เซตุง และบุคคลทางการเมืองที่สำคัญระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม เธอแต่งงานเมื่อค.ศ 1938 และเธอได้รับใช้เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งครั้งเเรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน เธอมี่ชื่อเสียงต่อการเเสดงบทบาทที่สำคัญต่อการปฏิวัติวัฒธรรม และต่อการสร้างพันธมิตรการเมืองที่รุนเเรงเรียกว่า แก๊งสี่คน คือ เจียงชิง เหยาเหวิน หยวน จางชุนเฉียว และหวางหงเหวินณ จุดสูงสุดของการปฏิวัติวัฒนธรรม เจียง ชิง มีอิทธิพลอย่างสำคัญภายในราชการของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในวงการของวัฒนธรรมและศิลปะ เมื่อ ค.ศ 1969 เจียงชิง ได้ที่นั่งบนคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์ก่อนการเสียชีวิตของเหมา เซตุง แก๊งสี่คน ได้รักษาการควบคุมหลายสถาบันการเมืองของจีน รวมทั้งสื่อและการโฆษณาชวนเชื่อ แต่กระนั้นเจียงชิง ได้ความชอบธรรมทางการเมืองส่วนใหญ่จากเหมา เซตุง บ่อยครั้งมักจะพบตัวเธอเองขัดเเย้งกับผู้นำระดับสูงคนอื่น เจียงชิงรับใช้เป็นสายลับที่สำคัญแก่เหมา เซตุงตอนระยะเริ่มแรกของการปฏิวัติวัฒนธรรม เจียง ชิง ได้เข้ามาสู่การเมืองเมื่อค.ศ 1960 เท่านั้น ในฐานะรองหัวหน้าของการปฏิวัติวัฒนธรรม เธอได้อำนาจอย่างกว้างขวางเหนือชีวิตทางวัฒนธรรมของจีน และควบคุมการยกเลิกกิจกรรมวัฒนธรรมสมัยเดิมที่หลากหลายทั้งหมด เธอได้ถูกจับภายหลังการเสียชีวิตของเหมา เซตุง และถูกกล่าวหาการปลุกระดมความไม่สงบสาธารณะอย่างกว้างขวาง

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *