วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กับความเจริญก้าวหน้าโลก

วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กับความเจริญก้าวหน้าโลก
กล่าวกันว่า มนุษย์พัฒนาจากโฮโมซาเปียนส์(Homo sapients) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่รู้จักคิดในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา เปล่า คือ มีจินตนาการ และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ เมื่อหลายหมื่นปีก่อน มนุษย์ เริ่มรู้จักการเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารและเลี้ยงปศุสัตว์ แทนการเข้าป่าหาพืชผลไม้และล่าสัตว์เป็นอาหาร รู้จักใช้ไฟ มีการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ ทำให้ไม่ต้องเร่ร่อนไปในที่ต่างๆ และตั้งถิ่นฐานอยู่กับที่ได้ อยู่รวมกันเป็นชุมชน มีการจัดระบบสังคมและการปกครอง แต่มนุษย์ก็มีความขัดแย้ง แย่งชิงผลประโยชน์ มีการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มชนและบุคคล จนถึงขั้นทำร้ายร่างกายและฆ่ากัน
โดยทั่วไป โลกมนุษย์มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นเมื่อเวลาผ่านพ้นไป มีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น มีความรู้ ความคิด รู้จักประดิษฐ์สิ่งของหลากหลายเพื่อใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกมีความเจริญก้าวหน้า ทำการเกษตร มีความรู้ความเข้าใจในภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม รู้จักใช้เครื่องมือ ผลิตสิ่งของต่างๆได้
วิทยาศาสตร์ คือ ความรู้ที่ได้จากการสังเกต คิด และค้นคว้าเพิ่มเติม วิทยาศาสตร์เกิดจากการศึกษาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แล้วนำมาสร้างเป็นความ
รู้อย่างเป็นระบบ ส่วนเทคโนโลยี คือการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีการสืบทอด แก้ไข ปรับปรุง เสริมเติม และถ่ายทอดต่อๆกันมา ในสมัยโบราณ ความรู้วิทยาศาสตร์ถ่ายทอดกันทางคำพูด ต่อมาเมื่อมีการประดิษฐ์ตัวอักษร จึงถ่ายทอดความรู้ด้วยหนังสือหรือบทความ ส่วนเทคโนโลยีนั้น ถ่ายทอดกันด้วยการสอน และสาธิตการทำงานจากคนรุ่นก่อนสู่รุ่นหลัง เมื่อมีตัวหนังสือ จึงสืบทอดความรู้เทคโนโลยี่โดยผ่านตัวหนังสือได้ การประดิษฐ์อักษรจึงถือได้ว่า เป็นเทคโนโลยีสำคัญอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ต่อมาเมื่อวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าขึ้น การสร้างความรู้และการถ่ายทอดความรู้ ก็สามารถทำในห้องทดลองได้
การรู้จักทำไร่ไถนา การประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ และสิ่งของต่างๆ เป็นเทคโนโลยีที่สร้างความเจริญ และทำให้ชีวิตมนุษย์มีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีบางอย่าง เช่น การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ก็มีส่วนทำให้มนุษย์มีการต่อสู้กันด้วยวิธีการที่ทารุณโหดร้ายมากขึ้น
วิทยาศาสตร์มีหลายสาขาและมีความหลากหลาย คณิตศาสตร์หรือการคำนวนตัวเลข ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เป็นความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ในขณะที่วิศวกรรมแขนงต่างๆ เป็นวิชาความรู้ที่นำเอาวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ จัดขั้นตอนการทำงาน สร้างนวัตกรรมในการ ประดิษฐ์สิ่งของ ทำให้ความรู้วิทยาศาสตร์ กลายเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์ได้
วิทยาศาสตร์อาจแบ่งเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ(natural science) กับวิทยาศาสตร์สังคม(social science) วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ศึกษาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ขณะที่วิทยาศาสตร์สังคม ศึกษาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การศึกษา จิตวิทยา มนุษย์วิทยา ศิลป วรรณคดี ภาษา
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เจริญก้าวหน้าได้จากการวิจัยและพัฒนา วิจัยคือการศึกษา รวบรวม สะสม พัฒนาคือทำให้เจริญขึ้น มีการสร้างสรร เสริมเติม ทำให้มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น และสิ่งที่มีอยู่แล้วใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น วิจัยยังแแบ่งออกเป็นการวิจัยพื้นฐาน(basic research) และประยุกต์(applied research)ได้ การวิจัยพื้นฐาน คือการศึกษาเพื่อรู้กฎเกณฑ์ สร้างทฤษฎีหรือแนวคิด ขยายขอบเขตความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ โดยตัวของมันเอง อาจไม่สามารถนำไปประดิษฐ์สิ่งของหรือผลิตสินค้าบริการได้ ส่วนการวิจัยประยุกต์เป็นการนำความรู้จากการวิจัยพื้นฐานไปใช้ประโยชน์ แก้ปัญหา สร้างเทคโนโลยี และประดิษฐ์สิ่งของได้

รัฐบาลในบางประเทศมองเห็นความสำคัญของการวิจัยพื้นฐาน ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากในการสนับสนุน แต่รัฐบาลประเทศที่ไม่มีวิสัยทัศน์ มักเน้นแต่การใช้ประโยชน์จากความรู้ คิดว่าการวิจัยเป็นประโยชน์ ก็ต่อเมื่อนำมาใช้ได้ จึงไม่ยอมสนับสนุนวิจัยพื้นฐาน ส่วนสถานประกอบการในภาคเอกชน ก็ไม่สนใจการวิจัยพื้นฐาน แต่ยอมจ่ายเงินในการวิจัยประยุกต์ ที่เมื่อทำสำเร็จแล้วเป็นประโยชน์ทางการค้าการลงทุนได้ ประเทศด้อยพัฒนาที่ไม่เห็นความสำคัญกับการวิจัยพื้นฐาน จึงมักจะตกอยู่ใน ฐานะความด้อยพัฒนาต่อไป
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หากไม่มีการสืบทอด ไม่มีการศึกษาเพิ่มเติม ไม่มีการพัฒนา ก็เสื่อมถอยไปได้ ตัวอย่างของประเทศจีนเป็นบทเรียนที่ดี ในสมัยโบราณ ประเทศจีนมีความรู้ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นในโลกโดยส่วนใหญ่ คนจีนรู้วิธีการเพาะปลูก เลี้ยงปศุสัตว์ มีความรู้ทางดาราศาสตร์และการแพทย์ ตั้งแต่สมัยโบราณ สิ่งประดิษฐ์บางอย่าง เช่น การทำกระดาษ ดินปืน เข็มทิศ พิมพ์หนังสือจากตัวอักษรที่แกะสลักในดินเหนียวที่ตากแห้ง มีมาเป็นเวลากว่าพันปี แต่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่มีการพัฒนาที่ต่อเนื่อง จนถึงราชวงศ์ชิง(清)จีนมีวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีล้าหลังกว่าประเทศตะวันตกมาก หลังจากกลางศตวรรษที่ 19 จีนต้องถูกรุกรานจากต่างประเทศหลายครั้ง จนเกือบจะสิ้นชาติ
ความด้อยพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นเวลานานกว่าพันปีของจีนนั้น เกิดจากสาเหตุหลายประการ เหตุอย่างหนึ่ง คือ การละเลยความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จีนเริ่มมีระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการในสมัยราชวาศ์สุย(隋)เมื่อประมาณ 1400 ปีก่อน เนื้อหาสาระของการสอบ เน้นความรู้ทางด้านวรรณกรรม โดยไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนยีเลย ในช่วงแรกของการสอบคัดเลือก ยังมีข้อสอบที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองอยู่บ้าง แต่ในระยะหลัง ก็เหลือเพียงการสอบความรู้ด้านวรรณกรรม ผู้เข้าสอบจะต้องท่องจำหนังสือและคัมภีร์ของสำนักขงจื๊อ ในราชวงศ์หมิง(明)และราชวงศ์ชิง(清)มีการกำหนดรูปแบบของการตอบข้อสอบที่ตายตัว ผู้เข้าสอบไม่สามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองได้
การสอบเข้าเป็นข้าราชการเป็นแนวทางสำคัญของผู้รู้หนังสือ ที่จะไต่เต้าสู่ตำแหน่งและมีฐานะที่สูงขึ้นได้ ผู้เรียนหนังสือจึงทุ่มเทเวลาในการอ่านหนังสือและคัมภีร์ เพื่อให้สอบผ่าน ในสมัยก่อน ผู้รู้หนังสือหรือผู้ที่อ่านออกเขียนได้ในประเทศจีนมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดอยู่แล้ว เมื่อผู้มีความรู้สนใจแต่วิชาการทางด้านวรรณกรรม แต่ไม่สนใจเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเลย วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในประเทศจีนจึงเสื่อมถอยลงไปมากเป็นเวลานับพันปี
นอกจากนั้น ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประเทศจีนมีการแบ่งชนชั้นตามวิชาชีพ โดยแบ่งออกเป็นสี่ประเภท คือ นักวิชาการหรือผู้เรียนหนังสือ(士) ชาวไร่ชาวนา(辳) ผู้ประกอบอาชีพหัตถกรรมหรือคนงาน(工)และพ่อค้า(商) โดยถือว่าผู้เรียนหนังสือเป็นชนชั้นที่มีเกียรติ รองลงมาคือชาวไร่ชาวนา หลังจากนั้นจึงเป็นคนงาน และพ่อค้า เหตุผลคือ ผู้รู้หนังสือ ทำงานเป็นขุนนางข้าราชการ เกษตรกรชาวไร่ชาวนาผลิตอาหารเลี้ยงดูประชาชน คนประกอบหัตถกรรมเป็นผู้ทำเครื่องใช้ พ่อค้าแม้มีโอกาสหาเงินจนร่ำรวย แต่ไม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ การค้าเป็นกิจกรรมซื้อมาแล้วขายไป โดยไม่เพิ่มคุณค่าใดๆแก่สินค้า ความคิดการแบ่งชนชั้นตามวิชาชีพนี้ ก็มีส่วนทำให้จีนไไม่มีการพ้ฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เป็นเวลานับพันปี
ประเทศตะวันตกในทวีปยุโรป แม้จะมีการให้ความสำคัญแก่วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตั้งแต่ในสมัยโบราณ เมื่อเวลากว่าสองพันปีที่แล้ว แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ก็ไม่มีการพัฒนามากนักในสมัยกลาง(middle age) ซึ่งเป็นยุคที่การเมืองและสังคมในยุโรปถูกครอบงำโดยคริสตจักรเป็นเวลานานนับพันปี จนถึงยุคหลังจากการฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมในศตวรรษที่ 15-16 จึงมีการรื้อฟื้นการศึกษาค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากขึ้น ต่อมา เมื่อมีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจึงได้พัฒนาขึ้นมามาก
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่า ประเทศยุโรปไม่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเลยในยุคกลางเลย หนังสือ Power and Progress ของ Acermoglu และ Johnson กล่าวว่า วิธีทำไร่ไถนา ออกแบบสินค้า การผลิตสิ่งทอ และการแยกเมล็ดออกจากฝ้าย มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นในสมัยกลาง
การเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มีการเร่งตัวมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ในศตวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีโลกมีการเปลี่ยนแปลงเร็วแบบก้าวกระโดด ปัจจุบัน โลกก้าวสู่ยุคที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ชีวิตคนยืนยาวขึ้น มีความสะดวกสบายมากขึ้น สินค้บริการมีความหลากหลาย และมีคุณภาพดีขึ้น การหาความรู้ ข้อมูลข่าวสาร ก็ทำได้โดยสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
ในทศวรรษที่ผ่านมา มีเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น ฐานข้อมูลขนาดใหญ่(big data) ซึ่งรวบรวมข้อมูลได้ในปริมาณมาก ระบบการคำนวณแบบคลาว(cloud computing) ซึ่งสามารถคำนวณข้อมูลจำนวนมากได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว การเชื่อมโยงระหว่างอินเตอร์เน็ตกับสิ่งของต่างๆ (internet of things) ซึ่งใช้โปรกแกรมคอมพิวเตอร์สั่งเครื่องจักรอุปกรณ์และสิ่งของต่างๆทำงานตามที่มอบหมาย การบันทึกบัญชีระบบบล็อกเชน(block chain) ซึ่งเป็นฐานบันทึกข้อมูลระบบกระจายศูนย์ที่ตรวจสอบได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขได้ ที่น่าสนใจ คือ ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence : AI) ที่ใช้เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ ที่ใช้ความคิดและทำงานเหมือนคนได้ ทั้งยังทำได้ดีกว่ารวดเร็วและแม่นยำกว่าคนมาก
เมื่อหลายปีก่อน ในบทความ“ เทคโนโลยีกับการพัฒนาเศรษฐกิจ”ที่ตีพิมพ์ในบล็อกนี้ ได้สาธยายถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ในเวลานั้น เทคโนโลยีใหม่ๆบางอย่างที่กล่าวมาข้างต้น เช่น ปัญญาประดิษฐ์(AI) แม้เริ่มมีการพัฒนาแล้ว แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ประโยชน์ต่างๆของ AI จึงยังไม่ได้กล่าวถึงในบทความนั้น
เช่นเดียวกับการรู้จักใช้ไฟ ใช้หนังสือในการสื่อสาร ใช้ประโยชน์จากไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เป็นนวัตกรรมที่มีผลกระทบต่อโลกมนุษย์หลายด้าน AI สามารถค้นหาข่าวสารข้อมูลที่มีปริมาณมาก และเก็บรวบรวมมาเป็นเวลานาน ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องใช้เวลานานกว่าจะรวบรวมได้ครบถ้วน แต่ปัจจุบัน ทำได้ในเวลาไม่กี่นาที AI ใช้ความคิด เรียนรู้ และจินตนาการเหมือนคนได้ แต่งนิทาน เขียนบทความวิชาการได้ เพียงแค่ป้อนหัวข้อหรือคำสำคัญ(key word) AI ก็เขียนบทความ หรือแสดงละครที่มีเนื้อหาน่าสนใจได้ สามารถจำแนกรูปร่างหน้าตาของคนและสิ่งของได้ ใช้หุ่นยนต์ที่มีหน้าตาเหมือนคนในการอ่านข่าว เป็นพนักงานประชาสัมพันธ์ ช่วยทำงานบ้าน ดูแลคนแก่ คนเจ็บป่วย สั่งเครื่องจักรอุปกรณ์ทำการผ่าตัดและสั่งยารักษาโรคได้ ภาระกิจหลายอย่างที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ก่อนหน้านี้ ปัจจุบันใช้เอไอทำได้ เอไอยังแสดงรูปและเสียงเหมือนคนจริงได้ เช่น มีโทรศัพท์เข้ามา คนพูดมีรูปและเสียงเหมือนคนที่เรารู้จักทุกประการ แต่ที่แท้เป็น AI ที่ส่งมาโดยมิจฉาชีพที่โทรศัพท์มาหลอกลวงเราก็ได้ ดังนั้น เทคโนโลยีสมัยใหม่ แม้จะใช้ประโยชน์ได้มาก แต่ก็อาจถูกนำมาใช้ในทางมิชอบได้เช่นกัน
ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หากใช้ในทางที่ถูก จะเป็นประโยชน์ต่อโลกมนุษย์มาก เรื่องประโยชน์ของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ได้กล่าวมามากพอควรในบทความอื่นๆที่เขียนก่อนหน้าในบล็อกนี้แล้ว แต่ในที่นี้ จะสรุปเป็นหัวข้อต่างๆโดยสังเขป
ก. การพัฒนาเศรษฐกิจ กิจกรรมในเศรษฐกิจภาคต่างๆ ไม่ว่าการเกษตร อุตสาหกรรม หรือบริการ ล้วนสามารถใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ได้ (ผู้สนใจอาจอ่านบทความ“เทคโนโลยีกับการพัฒนาอุตสาหกรรม”, “ ประสบการณ์การพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศจีน” และบทความชุด“นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร“ ที่กล่าวถึงนโยบายการพัฒนาภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และ บริการได้)
ข. การบริหารราชการของรัฐบาลและการประกอบธุรกิจในภาคเอกชน ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ในการกำหนดนโยบาย ติดต่อสื่อสาร ทำงาน และการบริหารงานในลักษณะต่างๆได้ วิทยาศาสตร์และเทคโลยีเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ รัฐบาล สถานประกอบการธุรกิจ และประชาชนทั่วไป จึงควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์
ค. การค้นหาข่าวสารข้อมูลของประชาชนทั่วไป หน่วยงานรัฐบาล สถานประกอบการธุรกิจ สถาบันและองค์กรต่างๆ สามารถทำได้สะดวกรวดเร็วโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการพัฒนามาแล้ว
ง. การสื่อสารระหว่างบุคคลในประเทศต่างๆ แม้พูดคนละภาษากัน ก็สื่อสารกันได้โดยสะดวก การแปลภาษาต่างประเทศ ทำได้ทันทีที่พูดออกมา ดูหนังดูละครที่เป็นภาษาต่างประเทศ เครื่องก็แปลออกมาเป็นภาษาที่คนดูฟังรู้เรื่องได้ทันที
จ. การศึกษาและสาธารณสุข: โรคหลายอย่างที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถรักษาได้ ปัจจุบัน ก็รักษาและป้องกันได้ เครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์สามารถตรวจส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างละเอียด และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การรักษาโรคและการผ่าตัดทำได้ผ่านระบบออนไลน์ การผลิตอุปกรณ์ใช้ในการศึกษา การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้อยู่ห่างไกลกัน ก็ตาม
ฉ. การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งของ อนุรักษ์ระบบนิเวศน์ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม นำของเก่าและของเสียมาใช้ประโยชน์ใหม่ และประหยัดพลังงาน ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ช. การทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น การฝากเงิน โอนเงิน ชำระเงิน แม้ผู้รับและผู้จ่ายอยู่ต่างสถานที่หรืออยู่คนละประเทศ ก็สามารถทำได้โดยสะดวกรวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายไม่มาก
ซ. การก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภค อาคารบ้านเรือน อุปกรณ์และชิ้นส่วนของเครื่องจักรและของใช้ต่างๆ สามารถพิมพ์ออกมาได้ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติได้
ฌ. กิจกรรมการบันเทิงมีอยู่หลากหลาย ผลิตและบริโภคได้โดยสะดวกรวดเร็ว และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลงกว่าเดิมมาก การเดินทางติดต่อธุรกิจ ท่องเที่ยว ซื้อตั๋วโดยสาร รถยนต์ เรือ เครื่องบิน การจองที่พัก การซื้อสินค้าบริการ สามารถทำออนไลน์ได้
นอกจากสิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายเรื่อง วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้โลกมนุษย์เจริญก้าวหน้า วิชาเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด แต่ความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด เราจึงต้องใช้ทรัพยากรและสิ่งที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า แต่วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ใช้ในการสร้างทรัพยากรได้
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เกิดจากความต้องการมีชีวิตอยู่รอด ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม ผลิตสินค้าบริการ และเครื่องมือเครื่องใช้ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทำให้มีการใช้ทรัพยากรและสิ่งของต่างๆมาตอบสนองความต้องการ ทำให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างทรัพยากรขึ้นมาใหม่ได้ ทรัพยากรและสิ่งของบางอย่างที่ก่อนหน้านี้ใช้ประโยชน์ไม่ได้ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ก็ทำให้นำมาใช้ประโยชน์ได้ ทรัพยากรและสิ่งของที่ใช้อยู่แล้ว วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก็ทำให้มีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความคุ้มค่าได้มากขึ้น
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ทำให้โลกมีความสงบสุขหรือไม่ ?
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมีประโยชน์มาก แต่ความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดูเหมือนจะไม่ทำให้โลกมีความสงบสุขมากขึ้น ในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า แต่โลกก็ไม่มีความสงบ การแย่งชิง ความขัดแย้ง สงคราม ยังมีอยู่มาก เทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า ทำให้มีการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพในการทำลายร้าง รุนแรงมากขึ้น มีคนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการทำสงครามมากขึ้น โลกมนุษย์มีความเจริญทางด้านวัตถุ มีสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการได้มากขึ้น แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่มีความเป็นอยู่ที่ยากจน ขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิต
ความต้องการที่หลากหลายของมนุษย์ ทำให้มีนวัตกรรม มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้น สินค้าบริการที่มีอยู่เดิม มีรูปแบบสวยงามและใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น แต่ก็ทำให้สินค้าบริการที่ไม่มีความจำเป็นต่อชีวิตเกิดขึ้นจำนวนมาก การส่งเสริมการขาย การโฆษณา ทำให้สินค้าบริการที่เกิดขึ้นมาใหม่ มีคนนิยมมากขึ้น แต่สินค้าบริการที่เกิดขึ้นใหม่หรือมีรูปแบบใหม่จำนวนมากเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นต่อชีวิต ทรัพพยากรที่ควรถูกนำมาใช้ผลิตสินค้าบริการที่มีความจำเป็น และตอบสนองความต้องการของคนจำนวนมาก ได้ถูกนำมาใช้ผลิตสินค้าและบริการที่เกินความจำเป็น คนมีเงินใช้สินค้าและบริการที่ฟุ่มเฟือย ไม่มีความจำเป็น ไม่มีประโยชน์ แต่คนจนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ขาดแคลนสิ่งของที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต
โลกปัจจุบัน ประเทศต่างๆมีความขัดแย้งแย่งชิงผลประโยชน์ มีสงครามที่ใช้อาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง ทำให้มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บวันละเป็นจำนวนมาก ในการทำสงคราม ใช้เครื่องมืออุปกรณ์แบบใหม่ เช่น ยิงจรวดที่สั่งได้ในระยะไกล ทิ้งระเบิดโดยเครื่องบินไร้คนขับ ปล่อยข่าวเท็จ ยุยงประชาชนในประเทศชุมนุมประท้วงรัฐบาล และสร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจการเมืองในประเทศอื่น ใช้อาวุธเคมีและชีวภาพที่ทำลายชีวิตได้ ในบางประเทศ เช่น อเมริกา อุตสาหกรรมอาวุธยุทโธปกรณ์ขยายตัวมาก มีความเจริญรุ่งเรือง เจ้าของธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้มีทรัพย์สินมาก มีอิทธิพลทางการเมือง เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของพรรคการเมือง อเมริกามีคนถูกปืนยิงตายหลายพันคนในแต่ละปี ประชาชนมีการชุมนุมประท้วงคัดค้านการใช้ปืน เสนอการออกกฏหมายห้ามการใช้ปืน แต่กฎหมายห้ามการใช้ปืน มักไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา ธุรกิจอาวุธเป็นกลุ่มสนับสนุนรายใหญ่ของพรรคการเมืองและนักการเมือง เมื่อนักการเมืองชนะการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาล หรือเป็นสมาชิกรัฐสภา จึงเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจอุตสาหกรรมอาวุธ มีนโยบายยุยงให้เกิดสงครามในที่ต่างๆของโลก โดยรัฐบาลอเมริกาส่งอาวุธช่วยเหลือ สนับสนุน ให้ประชาชนในประเทศมีสิทธิ์ใช้ปืนถูกกฎหมาย ทำให้โลกไม่มีความสงบ และอุบัติเหตุจากการใช้ปืนในอเมริกาไม่ลดลง
ในศตวรรษที่ 18 มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีโรงงานอุตสาหกรรม มีคนทำงานในโรงงาน จำนวนมาก แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนทำงานส่วนใหญ่กลับเลวลง คนงานต้องทำงานวันละสิบกว่าชั่วโมง ได้รับค่าจ้างน้อย มีการใช้แรงงานสตรี แรงงานเด็ก มีสภาพการทำงานในโรงงานที่เลวร้าย กลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือกลุ่มนายทุนที่มีฐานะร่ำรวยจากการทำงานของแรงงาน ในศตวรรษที่ 19 คาร์ล มาร์คซ์(Karl Marx) จึงมีความคิดเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น ทำให้เกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ในเวลาต่อมา
ในยุคปัจจุบัน ความเจริญของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ก็ส่งผลเสียต่อชนชั้นกรรมาชีพ มีการใช้หุ่นยนต์และเครื่องจักรที่ควบคุมการทำงานได้ในตัวเอง ทำให้เกิดการว่างานมากขึ้น ประเทศทรายได้สูงหลายประเทศ มีอัตราการว่างงานสูง แรงงานไร้ฝีมือที่ได้รับการศึกษาต่ำจำนวนมากต้องถูกปลดออกจากงาน
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ยังมีผลทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น ประเทศ สถานประกอบการ และปัจเจกบุคคลที่ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงต้องประสบกับความยากลำบาก ในประเทศที่มีรายได้สูง มีมหาเศรษฐีในอุตสาหกรรมไฮเท็ค แต่ก็มีคนยากจนที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับการประทังชีวิตจำนวนมาก ประเทศส่วนใหญ่มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สินมาก กลุ่มคนยากจนจำนวนมากในประเทศด้อยพัฒนา ต้องอดอยากล้มตายจากการขาดแคลนอาหาร
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศได้ แต่ก็ใช้รุกรานประเทศอื่นได้ โดยผ่านการยึดครองดินแดน กอบโกยทรัพยากร แย่งชิงทรัพย์สมบัติ และเข่นฆ่าประชาชนในประเทศที่มีวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ล้าหลังกว่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ที่ประเทศในยุโรปมีเทคโนโลยีการเดินเรือข้ามทวีป จนถึงศตวรรษที่ 20 ประเทศยุโรปที่มีวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและมีแสนยานุภาพเหนือกว่า ต่างออกไปรุกรานและยึดครองประเทศต่างๆในทวีปอเมริกา แอฟริกา และเอเซีย มาเป็นอาณานิคม แย่งชิงทรัพยากรและทรัพย์สมบัติจากชาวพื้นเมือง ทำร้ายคนพื้นเมืองอย่างทารุณโหดร้าย ในทวีปอเมริกา แอฟริกา และเอเซีย หลายประเทศต้องถูกยึดครองเป็นอาณานิคม ถูกกอบโกยทรัพยากร คนพื้นเมืองในประเทศเหล่านี้จำนวนมาก ถูกส่งไปเป็นทาสแก่คนผิวขาว ช่วยสร้างความเจริญแก่ประเทศยุโรป แต่คนเหล่านี้ต้องมีชีวิตที่ยากแค้น ประเทศที่มีวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอ่อนด้อยกว่า ก็ต้องถูกรังแก ประชาชนก็ต้องมีชีวิตที่ยากลำบาก
ในศตวรรษที่ 21 โลกได้ก้าวสู่ยุคดิจิตอล ในประเทศที่วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก้าวหน้า มีมหาเศรษฐีที่สร้างความร่ำรวยจากการเป็นเจ้าของของบริษัทไฮเท็ค แต่ในประเทศเหล่านี้ ก็มีคนที่เป็นผู้ว่างาน ไร้บ้าน และมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นจำนวนมาก
ด้วยเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า ในปัจจุบัน อาวุธยุทโธปกรณ์ มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงขึ้นมาก ในแต่ละวัน การทำสงคราม การก่ออาชญากรรม การแย่งชิงผลประโยชน์ และความขัดแย้งระหว่างคนทำให้มีคนถูกระเบิด ถูกยิง ถูกแทง ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ผู้ที่บาดเจ็บล้มตายจากสงครามและการก่อการร้าย ไม่เฉพาะแต่ทหารและผู้ขัดแย้งกัน แต่ยังมีประชาชนทั่วไป สตรีและเด็กเล็กอีกจำนวนมาก สงคราม ความขัดแย้งและความไม่สงบ ทำให้มีผู้ลี้ภัย ย้ายถิ่นฐาน เร่ร่อนไปอยู่ประเทศอื่นจำนวนมาก โลกปัจจุบันมีวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก้าวหน้า แต่กลับมีความสงบสุขน้อยลงกว่าเดิม
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อาจถูกใช้ในการสอดแนม ก่ออาชญากรรม หลอกลวง สร้างข่าวลือ ข่าวเท็จ ฟอกเงิน ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นพิษเป็นภัย ทำลายสุขภาพและชีวิตคนได้ ในภาคการเกษตรและบริการ แม้มีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมากขึ้นและมีราคาต่ำลง แต่การทำเกษตร มีการใช้ยาและสารเคมีปราบศัตรูพืช ฆ่าแมลง ถนอมพืชพันธฺุ์ ธัญญาหารให้คงความสดได้นาน แต่ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ภาคบริการมีการสร้างสื่อลามก สร้างภาพยนตร์ ละคร วีดีทัศน์ ที่มีความสนุกสนาน แต่มีเนื้อหาที่ส่งเสริมความชั่ว ความรุนแรงที่ขัดกับศีลธรรมจริยธรรม
ดังนั้น วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แม้มีประโยชน์มาก แต่ก็ต้องมีการนำมาใช้อย่างมีสติ ใช้ในทางที่ดี ที่ถูก แต่ไม่นำไปใช้ในทางชั่วร้าย ขัดศีลธรรมและจริยธรรม กล่าวโดยสรุป แม้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้ามากในปัจจุบัน แต่โลกยังไม่มีความสงบสุข นอกจากภัยธรรมชาติแล้ว ความทุกข์ยากในโลกส่วนมากเกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความโลภ เห็นแก่ตัว แบ่งพรรคแบ่งพวก มีความขัดแย้ง ไม่เคารพซึ่งกันและกันกัน แม้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าเพียงไร โลกก็ไม่มีความสงบสุข








